ผู้นำกับอำนาจ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินการพูดถึงในเรื่องของ ผู้นำและอำนาจค่อนข้างบ่อย ทั้งจากบุคคลรอบๆ ตัว
และสื่อมวลชน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ผู้นำบางคน อยู่ในอำนาจนานเกินไป หรือมีอำนาจมากเกินไป
แบบเบ็ดเสร็จ จนทำให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติ หรือผิดเพี้ยนขึ้นมาได้
จากประเด็นเหล่านี้ ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับอำนาจ (Power)
เลยต้องย้อนกลับไปเปิดตำราที่เกี่ยวกับผู้นำ และอำนาจดู ได้พบเนื้อหาที่น่าสนใจหลายๆ
ประการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับอำนาจ
ที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ
ก่อนอื่นคงจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามศัพท์ของผู้นำก่อนว่า เวลาเราพูดถึงผู้นำเราหมายถึง
ผู้ที่สามารถชักจูง ชี้นำ หรือสั่งการให้บุคคลหรือกลุ่มคนทำตามเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร
ทีนี้ก็เกิดคำถามต่อไปว่า แล้วบุคคลที่เป็นผู้นำเหล่านี้
เอาอำนาจมาจากไหนที่จะใช้ในการชี้นำให้คนอื่นทำตามที่ตนเองสั่งการได้
มีการวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำแล้วพบว่า อำนาจของผู้นำนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมาจากสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่
1) อำนาจที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ (Legitimate Power) หมายถึง
อำนาจที่ติดมากับหน้าที่หรือตำแหน่งที่ตัวเองดำรงอยู่ พูดให้ง่ายก็คือ
เมื่อใครมาดำรงตำแหน่งนี้ก็จะมีอำนาจตามตำแหน่งที่ดำรง แต่เมื่อใดที่หมดวาสนาอำนาจนั้นก็จะหมดไปด้วย
อำนาจประเภทนี้ถือว่า มาง่ายหายง่ายนะครับอย่าไปยึดติดกับมัน
เนื่องจากพอพ้นจากตำแหน่งแล้วอำนาจในข้อนี้ย่อมหมดไป
2) อำนาจที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการให้รางวัลผู้อื่น (Reward Power) เป็นอำนาจที่จะมี
เมื่อมีสิทธิหรือความสามารถที่จะให้รางวัลผู้อื่น ผู้อื่นย่อมต้องทำตามที่ผู้นำสั่ง
เนื่องจากถ้าไม่ทำตามเมื่อใดก็ย่อมอดที่จะได้รางวัล หรือสิ่งที่ต้องการ
เช่นถ้าไม่ทำตามที่นายสั่งก็อาจจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง
3) อำนาจที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการลงโทษผู้อื่น (Coercive Power)
เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากแหล่งที่ตรงกันข้ามกับข้อเมื่อสักครู่ โดยถ้าลูกน้องไม่ทำตามที่ผู้นำสั่งย่อมจะถูกลงโทษ
ท่านผู้อ่านอาจจะนึกถึงภาพของการ์ตูนโดราเอมอนที่ไจแอ้นท์มักจะมีอำนาจเหนือโนบิตะ
เนื่องจากถ้าโนบิตะไม่ทำตามที่ไจแอ้นท์สั่งก็มักจะถูกไจแอ้นท์ทุบตีหรือลงโทษ
ถ้าใครก็ตามที่มีอำนาจจากหน้าที่ ก็มักจะมีอำนาจประเภทนี้ และอำนาจจากการให้รางวัลควบคู่ไปด้วยเสมอ
4) อำนาจที่เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญและชำนาญ (Expert Power) อำนาจประเภทนี้สังเกตได้ไม่ยากครับ
ผู้อาวุโสหรือผู้ชำนาญการในด้านใดด้านหนึ่งมักจะมีอำนาจในด้านนี้ที่ชัดเจน
เนื่องจากเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นจากความรู้ ความชำนาญที่มีอยู่
5) อำนาจที่เกิดขึ้นจากการมีข้อมูล (Information Power)
เดี๋ยวนี้เป็นแหล่งที่มาของอำนาจที่เริ่มทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเราถือว่าข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญและมีค่า
ดังนั้นใครที่มีข้อมูลที่ผู้อื่นไม่มีย่อมมีอำนาจเหนือผู้อื่น
6) อำนาจที่เกิดขึ้นจากการที่เป็นที่เคารพ และรักจากผู้อื่น (Referent Power) สังเกตง่ายๆ ครับถ้าเราเคารพ
หรือยกย่องนับถือผู้ใด ผู้นั้นมักจะมีอำนาจในการสั่งการหรือชี้นำต่อเราได้
อาจจะเนื่องจากเราเชื่อฟังหรือยกย่องต่อบุคคลผู้นั้น
หกข้อข้างต้นถือเป็นที่มาที่สำคัญหกประการของอำนาจของผู้นำ ผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวซิครับแล้วดูว่า
ผู้นำที่อยู่รอบๆ ตัวท่านนั้น มีอำนาจเนื่องจากสาเหตุใดบ้าง
แต่ก็ใช่ว่าเมื่อผู้นำมีอำนาจแล้วจะสามารถสั่งการและชี้นำลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างอิสระเสรี
ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้นำในองค์กรหรือหน่วยงานเคยสังเกตบ้างไหมครับว่า เมื่อท่านมีอำนาจ และใช้อำนาจนั้นแล้ว
ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจและทุ่มเทมากน้อยแค่ไหน
ความทุ่มเทหรือตอบสนองต่อการสั่งการของผู้นำนั้นย่อมขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอำนาจนั้นด้วย
ผู้นำทุกคนต้องอย่าหลงดีใจว่า เมื่อตนเองมีอำนาจแล้วจะทำให้ลูกน้องทุกคนภักดี
และทุ่มเทได้อย่างถวายหัวเหมือนกันทุกคน
ได้มีการวิจัยออกมาถึงปฏิกิริยาของลูกน้องต่อการชี้นำของผู้นำ
โดยส่วนใหญ่นั้นการตอบสนองของลูกน้องต่อการสั่งการหรือชี้นำของผู้นำนั้นมักจะหนีไม่พ้นลักษณะ 3
ประการ ได้แก่
1) ลูกน้องจะตอบสนองต่อการสั่งการของผู้นำอย่างกระตือรือร้น ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่
การตอบสนองในลักษณะนี้ถือเป็นการตอบสนองในฝันของผู้นำหลายๆ คน ที่เมื่อสั่งการอะไรไปแล้ว
อยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบสนอง และทำตามอย่างเต็มที่ ถึงขั้นทุ่มกายถวายหัว
จากการวิจัยพบว่า ลูกน้องจะตอบสนองต่อการสั่งการหรือชี้นำอย่างเต็มที่นี้
จะเกิดขึ้นต่อเมื่ออำนาจของผู้นำนั้นเกิดขึ้นจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ (Expert Power)
และอำนาจที่เกิดขึ้นจากความรักและเคารพของผู้ใต้บังคับบัญชา (Referent Power)
ดูแล้วก็สมเหตุสมผลนะครับ ใครต้องการให้ลูกน้องทำงานอย่างทุ่มเทต้องสร้างทั้งความนับถือ
และความเคารพให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่มีแต่อำนาจตามหน้าที่เพียงอย่างเดียว
2) อีกประเภทนั้นลูกน้องจะทำตามที่ถูกสั่งหรือชี้นำเช่นกัน แต่ระดับความพยายามนั้นแตกต่างกัน
โดยในประเด็นนี้ความพยายามนั้นเป็นไปอย่างพอประมาณ (Compliance) ที่จะทำตามคำสั่ง
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผลงานจะออกมาไม่ดี เพียงแต่ความพยายามและการทุ่มเทต่อการทำงานนั้น
อยู่ในระดับที่พอประมาณ
ปฏิกิริยาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้น เมื่อผู้นำมีแหล่งที่มาของอำนาจจากหน้าที่อย่างเป็นทางการ (Legitimate)
จากการมีแหล่งข้อมูล (Information) และอำนาจในการให้รางวัล (Reward) จะเห็นได้ว่า
ต่อให้ท่านมีอำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการตามหน้าที่การงานของท่าน
แต่ลูกน้องของท่านก็ทำงานให้ท่านด้วยความพยายามในระดับหนึ่งเท่านั้น
3) ประเภทสุดท้าย คือ ลูกน้องที่ต่อต้าน (Resistance) จริงๆ
แล้วคงยากที่จะหาลูกน้องที่ไม่ยอมทำตามที่ผู้นำสั่ง แต่จะทำตามที่สั่งด้วยความพยายาม และเต็มใจน้อยที่สุด
พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับร่างกายทำตามแต่ใจต่อต้าน ส่วนความพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จนั้นถือว่า
อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ลูกน้องจะตอบสนองในลักษณะนี้ต่อเมื่อผู้นำใช้อำนาจที่มาจากการลงโทษ พูดง่ายๆ ก็คือ
ผู้นำคนไหนที่มีอำนาจขึ้นมาได้ เนื่องจากการข่มขู่ในเรื่องของการลงโทษพนักงาน ถึงแม้พนักงานจะทำตาม
แต่การทำตามนั้นมักจะเป็นไปในลักษณะของการขอไปที เหมือนจะทำแต่จริงๆ ถ้ามีโอกาสเมื่อใดไม่ทำเมื่อนั้น
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาในเรื่องของผู้นำกับอำนาจดูนะครับว่า
ตัวท่านเองหรือผู้นำที่ท่านรู้จักเป็นผู้นำเหนือผู้อื่นได้ด้วยอำนาจแบบใด และใช้อำนาจแบบใดในการสั่งการ
และชี้นำลูกน้อง แล้วผู้ที่เป็นลูกน้องเองตอบสนองต่อผู้นำนั้นในลักษณะใด ท่านผู้อ่านคงไม่ต้องมองอื่นไกล
ลองหาตัวอย่างผู้นำจากรอบๆ ตัวท่านก็ได้
ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|