ความฝันและการตัดสินใจใน "วอร์รูม"
การสร้างศูนย์บัญชาการชาติให้ใช้งานได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลาในการสร้าง และพัฒนา
ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งจริง ทั้งประสบการณ์ และความรู้ เพื่อที่จะได้เข้ามาใช้ทดแทนจุดอ่อนของข้อมูล
นิยายรักเก่าแก่ส่วนมากมักจะมีจินตนาการคล้ายความฝัน ในบรรยากาศที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น "วิมานสีชมพู"
หรือ "ความฝันในหอแดง" ที่ได้ยินกันมา แต่กรณี "การตัดสินใจในทางการบริหารจัดการ" นั้น สิ่งสำคัญคือ
ความมีเหตุผลเพื่อประโยชน์แห่งงานทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาและการสร้าง
ประสิทธิภาพ มากกว่าการสร้างความพอใจทางจิตใจและอารมณ์
ในยุคโลกาภิวัตน์ ปัญหาความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงแบบผลิกผันไป-กลับ มีมากกว่าเก่าก่อน
จึงยิ่งทำให้การตัดสินใจทำได้ยาก และปัญหาอารมณ์ หรือความไม่มีเหตุผลของมนุษย์อันเป็นปุถุชน
ก็ยิ่งมีมากเป็นเงาตามตามตัว กับจะมีผลทำให้ประสิทธิภาพของการตัดสินใจของผู้บริหาร
มีความเสี่ยงเพิ่มและมีโอกาสผิดพลาดสูงอยู่ในตัว
ปัญหาความอ่อนไหว ความซับซ้อนและเปลี่ยนไวนี้เอง ที่ทำให้การตัดสินใจอย่างมียุทธศาสตร์
กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องทำมากขึ้น พร้อมกับมีการเปิดช่องให้ปัจจัยด้านอารมณ์ของผู้ตัดสินใจเข้ามา
บั่นทอน หรือเบี่ยงเบนการตัดสินใจให้เฉไฉไปจากที่ควรได้มากเป็นพิเศษด้วย
ในการแก้ปัญหาและตัดสินใจในยุคซับซ้อนและเปลี่ยนไวนี้ ปัจจัยสำคัญที่เป็นปัญหาของการตัดสินใจ จึงอยู่ที่
ประการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคือ
นักบริหารระดับสูง [CEO] หรือคนที่เป็นผู้ตัดสินใจ ที่จะต้องมีจิตวิทยาทางความคิดที่มีความพร้อม เพื่อการ
ตัดสินใจที่มีเหตุผล ซึ่งควรต้องมีมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ข้อมูลข่าวสารที่ต้องมีการจัดเป็นระเบียบ
ที่จะใช้สำหรับสะท้อนลักษณะของอาการปัญหาและความจริง กับเพื่อใช้ประมวลเปรียบเทียบทางเลือกในการ
ตัดสินใจ
ความรู้และประสบการณ์ ทั้งของผู้บริหาร กับ Staff ทั้งที่เป็นชำนาญการกับทั่วไป ที่จะมาช่วยในการจัดเตรียม
อ่าน ตีความหมายและวิเคราะห์ข้อมูล กับทำข้อเสนอทางเลือกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
ข่าวกรุงเทพธุรกิจ 12 ต.ค.45 พาดหัวว่า "รัฐตั้ง วอร์รูมเศรษฐกิจ บริหารชาติ- จ้างผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์
ประเมินข้อมูลป้อนนายกฯ" นั้น นับว่า ตรงกับสถานการณ์ และจากรายละเอียดการเตรียมการต้องถือว่า
เป็นเรื่องดี ตรงกับความเป็นจริงและถือเป็นความคิดทันสมัยที่จะใช้หนุนนายกฯ ในฐานะ CEO
ประเทศในการสู้เผชิญปัญหานอก-ใน ใหม่และแปลกได้
ซึ่งหลายกรณีเป็นปัญหาที่หมักหมม แก้ไม่ได้ในเวลาสั้นๆ เช่น วิกฤติน้ำท่วม หรือ ปัญหาทางด้านการศึกษา
การพัฒนาคนกับสังคม หรือแม้แต่ปัญหาการสร้างระบบข้อมูล เพื่อการใช้งานดังที่รัฐบาลกำลังจะสร้างขึ้น
จะอย่างไรก็ตาม "วอร์รูม" ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนแรกที่คิดและทำเรื่องนี้จากฐานในภาคเอกชน คือ อดีตรองนายกฯ
บุญชู จากแบงก์กรุงเทพ โดยความคิดเรื่องนี้มีการพัฒนาและมีการยกติดมือมาหลายรัฐบาล แม้เมื่อครั้งที่
รัฐบาลที่มี พล.อ.ชวลิต เป็นนายกฯ การใช้และเอ่ยถึง "วอร์รูม" ในการแก้ปัญหาก็มีประจำ จนมาถึงรัฐบาล
นายกฯ ชวน ในขณะกู้วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในรัฐบาลชุดก่อน คือ ที่ปรึกษาฯ คุณบุญชู และเลขาพรรค คือ
พล.ต สนั่น ก็ได้มีความพยายามขอให้มีการจัดตั้งวอร์รูมขึ้นแก้ปัญหา แต่ความคิดไม่ถูกนำมาใช้ โดยอดีต
นายกฯ และ อดีต ร.ม.ต.คลัง ไม่เห็นความจำเป็น
ประเมินย้อนกลับไปจะเหมาว่า การขาดวอร์รูม ทำให้รัฐบาลนายกฯ ชวน แก้ปัญหาไม่ได้อย่างที่ควร จนพ่าย
เลือกตั้งไป ก็คงไม่ใช่นัก หรือจะสรุปเอาตั้งแต่ตอนนี้ว่า รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ปัจจุบัน ที่สั่งการตั้งวอร์รูม
จริงจัง เท่ากับบอกว่า การแก้ปัญหาและบริหารชาติจะทำได้ดีนั้น ก็คงไม่ใช่อีกเช่นกัน
เหตุผลเพราะการตั้งวอร์รูม หากมองในแง่ของความตั้งใจกับปัญหาเทคนิคแล้ว ถือเป็นเรื่องเล็กและทำได้ง่าย
มาก เพราะ ไม่ว่าจะเรียกชื่อสวยหรูอย่างไร หรือใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากแค่ไหนใช้ก็ตาม
การจัดตั้งขึ้นครั้งแรกก็คงเป็นเรื่องเครื่องจักรเครื่องมือ ไอที ใหม่ๆ ทันสมัยที่นำมาใช้ พร้อมกับสถานที่ งบ
ประมาณ กับการระดมนักวิชาการ หรือที่พยายามเรียกว่า "ทีมงาน" ให้เข้ามาร่วมกันทำงานนั้น
จะเป็นเพียงส่วนประกอบในโครงสร้างและเครือข่ายเพื่อสำหรับทำงานนี้เท่านั้น
แต่ที่สำคัญกว่าคือ คุณภาพเนื้อใน ซึ่งหมายถึง ข้อมูลที่มีคุณภาพ
ที่มีการจัดระบบเพื่อการใช้สนับสนุนต่อการวิเคราะห์ในการบริหารงานและคุณค่าเนื้อหาสาระของข้อมูลจะ
มีความสำคัญมากกว่า ที่จะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้องและตรงกับสถานการณ์
ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้บริหารระดับสูง
ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาและสั่งการบริหารงานอย่างฉับไวในโลกสมัยใหม่ทำงานได้ผลอย่างที่ตั้งใจไว้ให้มีทาง
แต่การสร้างศูนย์สารสนเทศของนายกฯ หรือศูนย์บัญชาการชาติให้ใช้งานได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้วยเพราะหลายอย่างต้องใช้เวลาในการสร้างและพัฒนาจึงจะใช้ได้ หรือที่สำคัญกว่าคือ
การต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เก่งจริง โดยคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่า ที่ต้องมีทั้ง
"ประสบการณ์และความรู้" เพื่อที่จะได้ใช้ทดแทนจุดอ่อนของข้อมูลที่ไม่เป็นระเบียบและขาดคุณภาพ
ซึ่งจะช่วยให้การเสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาดมีน้อยลง และอาการหัวเสียของ CEO จะได้ไม่เกิดขึ้น
รวมทั้งงานที่ตั้งใจทำก็จะมีทางสำเร็จด้วย
ในขั้นเตรียมงานนี้ ตามข่าวดูจะมีความเข้าใจ ที่อยากจะให้ข้อมูลมีทั้งความรอบด้าน เป็นข้อมูลเชิงลึก
ทำแบบมืออาชีพ กับอีกหลายๆ อย่างที่สำคัญ แต่การทำจริงไม่ง่ายเลย ทางออกทางเดียวในข้อจำกัดทั้งหลาย
จึงอยู่ที่การได้ตัว "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่จะต้องไม่ใช่เพียงเก่งพูดเรื่องยุทธศาสตร์ใหม่ๆ จากตำราที่อ่านมา หรือ
ชอบพูดแต่เรื่องทันสมัย หรือมองไปในอนาคตอย่างผิวเผิน แต่ต้องรู้ลึกจากประสบการณ์ที่เคยทำงานมาจริง
จึงจะเข้าใจพื้นฐานของปัญหา ที่จะช่วยให้ข้อมูลเริ่มใช้การได้ กับจะช่วยการคิดวิเคราะห์
และเสนอทางเลือกแก้ปัญหาตรงกับความเป็นจริง
การมีแต่ศูนย์บัญชาการที่ ไฮเทค กับการมี "ผู้เชี่ยวชาญกำมะลอ" โอกาสเสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดจะมีมาก
และ จะทำให้ภาพลักษณ์ที่ปรากฏของ CEO เริ่มเป็นอารมณ์ ไร้เหตุผลและไม่ตรงความจริง
อันเป็นไปตามทฤษฎีของนักคิดโนเบลปี 45' ที่ว่า ผู้คนสมัยนี้ที่
"ความคิดของคนปกติที่ดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผล แต่กลับมีวิวัฒนาการที่เลยเถิดกลายเป็นปรากฏการณ์
ที่ไร้เหตุผล"
ความเสี่ยงของผู้นำ ที่จะได้จากคนไม่มีประสบการณ์ ขาดความรู้กับไม่รู้จริงที่เข้าไปนั่งทำงานในวอร์รูมนั้น
สุดท้ายจะเป็นภัยต่อ CEO เองโดยตรง
เพราะจะทำให้การผสมผสานการตัดสินใจของเหตุผลและอารมณ์เป็นไปอย่างไม่สมดุลมากขึ้น จนเอาดีทาง
"เหตุผล" ก็ไม่ได้ แล้วที่หวังจะทำให้เกิดความสบายใจทาง"อารมณ์" ก็ไม่มีด้วย
ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|