free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 คิดนอกกรอบ

ได้ยินท่านนายกฯ คนเก่งของเราพูดอยู่เสมอว่า "ให้คิดนอกกรอบ" หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า

"อย่าติดยึดกับกฎเกณฑ์เดิม" หลายคนฟังแล้วงง

หลายคนฟังแล้วเอาไปใช้แต่จนแล้วจนรอดออกมาเหมือนเดิมสลัดกรอบออกไปจากความคิดไม่ได้

แล้วก็มีหลายคนคิดนอกกรอบเป็นประจำจนมั่วไปหมด ตกลงมันอย่างไรกันแน่

คิดติดกรอบ

วิธีคิดของคนนี่ก็แปลกมันถูกหล่อหลอมขึ้นมาตามแบบคล้ายๆ กันของแต่ละสังคม

ทำให้คนในสังคมมีวิธีคิดที่คล้ายๆ กัน มุมมองของแต่ละอย่างคล้ายๆ กันไป

อย่างนิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง แต่ละคนไปคลำคนละที่คนละทาง

ทำให้เข้าใจแตกต่างกันไปว่าช้างมีลักษณะอย่างโน้นอย่างนี้ หรือเอาเรื่องใกล้ตัวก็ได้

คนไทยเราเห็นหมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อน แต่ก็ยังมองเป็นสัตว์ไม่ต้องสนใจความรู้สึกมันมากนัก

จึงมีคำพูดว่า "ปฏิบัติกับเราเหมือนหมูเหมือนหมา" ส่วนในญี่ปุ่นนั้น ถ้าจะเลี้ยงหมาสักตัว

ต้องเอาใจใส่ดูแลมันอย่างดี ยิ่งกว่าเลี้ยงคนไว้สักคนเสียอีก แล้วมันยังซื่อสัตย์จนมีอนุสาวรีย์หมาขึ้นมาได้

ขณะที่ในเวียดนามแทบจะไม่เห็นหมามาเดินเพ่นพ่านได้เลย

ตัวไหนพลาดท่าหลุดออกมาเป็นกลายต้องขึ้นโต๊ะอาหาร เป็นต้น เวลาพูดถึงหมา

แต่ละสังคมจึงมองไม่เหมือนกัน

ในเรื่องของกรอบความคิดนี่ก็แปลกเหมือนกัน คนไทยเรานี่มักจะมีกรอบความคิดอยู่ก่อน

แล้วพยายามทำตัวให้เป็นไปตามกรอบโดยไม่คัดค้าน

เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ในโรงเรียนอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย ครูว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ไม่อย่างนั้นสอบตก เราจึงเป็นนักปฏิบัติตามกฎ มีกฎเกณฑ์อะไรคนไทยเราก็ยอมอ่อนน้อม

ไม่ทำตัวให้มีปัญหา แล้วก็กลายเป็นความคิดติดกรอบ

เวลาผมไปบรรยาย ผู้ฟังมักจะอยากให้สอน "วิธีการปฏิบัติ" เลย ไม่ต้องเสธุบายให้มากว่าคิดอย่างไร

ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ความต้องการของเขาก็คือ "ไม่ต้องอธิบายมาก บอกมาเลยว่าต้องทำอย่างไร

ต้องการเห็นผลอะไร เราจะทำให้" เท่านั้นเอง

คนไทยเราจึงมักจะ "มีความคิดติดกรอบ"

เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ของเราเป็นอย่างนี้แล้ว ถ้าใครเจอคนที่ให้กรอบดีๆ ก็จะปฏิบัติได้ดี ผลออกมายอดเยี่ยม

แต่ถ้าใครให้กรอบไม่ดี ไม่ชัดเจน คราวนี้จบเห่กันพอดี ก็กรอบมันไม่ดีแต่แรก แล้วผลจะออกมาดีได้อย่างไร

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ถ้าไม่มีกรอบแล้ว คนไทยเราทำตัวไม่ถูกเลย

"กรอบ" ในแต่ละสังคม

พวกอเมริกันถูกฝึกมาแตกต่างกัน พวกนี้เติบโตมาแบบที่พ่อแม่ให้อิสระในการคิด

สถานศึกษาก็ให้อิสระในการปฏิบัติ จึงไม่ค่อยจะติดกรอบอะไรกับใครนัก

เราจึงมักจะเห็นว่าคนพวกนี้มักจะคิดอะไรต่างจากคนอื่นได้ แล้วเขาก็ยอมรับกันว่าคนอื่นมีความคิดแตกต่างกัน

ไม่เรียกว่า "ขัดแย้ง"

อเมริกันจะต่างกับเราตรงที่เขามักจะเป็นผู้วางกรอบให้กับคนอื่น เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไร

กฎเกณฑ์ทั้งหลายรอบตัวเขาไม่ได้มีมาก่อน เขาเป็นคนตั้งมันมาแต่แรก

เขาจึงพยายามสร้างกฎเกณฑ์กับเราอยู่เสมอ เหมือนกับว่าเขาพยายามเอาเปรียบเรา

ส่วนคนจีนก็จะแตกต่างกันออกไปอีกอย่าง คนจีนแทบจะไม่มีกรอบเอาเลย

เขามีอิสรภาพในการคิดในการทำมาก อยากทำอะไรก็ทำ จะเห็นว่าคนจีนมักจะทำอะไรตามอำเภอใจ

ไม่ค่อยเกรงใจใครนัก เป็นพวก "กูจะเอาให้ได้" คนจีนจึงทำอะไร คิดอะไรไม่มีกรอบ เอาแต่ผลลัพธ์

ไม่สนใจวิธีการ ไม่สนใจกฎเกณฑ์

คนญี่ปุ่นนั้นก็เป็นอีกแบบ เขามีกรอบมาก ชัดเจน หยุมหยิม ในสังคมเขาเข้มงวด

ไม่ค่อยมีใครแย้งกับกรอบหรือกฎมากนัก ทุกคนพยายามคิดตาม ปฏิบัติตาม โดยไม่เรียกร้องหรือคัดค้านอะไร

แต่แตกต่างจากเราตรงที่เขาพยายามทำให้ดีกว่าภายใต้กฎเกณฑ์ คนญี่ปุ่นนี่ก็เหมือนคนไทยตรงที่

ถ้าไม่มีกรอบแล้ว เขาทำอะไรไม่ถูกเลย

จึงสังเกตได้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นนักเลียนแบบที่มักจะทำอะไรได้ดีกว่าต้นแบบ แต่ถ้าไม่มีแบบให้เขา

ก็ริเริ่มไม่ค่อยจะเป็น

ญี่ปุ่นจึงเป็นพวก "คิดในกรอบให้ดีกว่า" มากกว่าจะคิดอะไรนอกกรอบ

คิดแบบไม่มีกรอบ แต่ทำอย่างมีกรอบ

การคิดที่ติดกรอบอย่างคนไทยเรา มักจะต้องให้ใครมาสร้างกรอบให้กับเราจึงจะทำอะไรได้

แต่ความที่ติดกรอบมากจนเกินไป ทำให้คิดอะไรต่างไม่เป็น

ในองค์กรเองก็ยังต้องเดาใจนายว่าเขาอยากเห็นอะไรแล้วก็ทำอย่างนั้น

กรอบของความคิดก็ติดอยู่ที่ความคิดของนาย นายจึงต้องบอกว่าอยากได้อะไร อยากให้ทำอะไร อย่างไร

ความที่เราไม่ได้พยายามให้ได้ผลดีกว่าอย่างคนญี่ปุ่น

เรามักจะติดอยู่กับวิธีการมากกว่าที่จะเค้นเอาผลลัพธ์ที่ดีกว่าออกมา ทำให้เรายิ่งถูกกดขี่ในทุกด้าน

ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม ต้องมีคนบอกเราว่า ทำอย่างไร เราจึงจะทำเป็น

อย่างนี้ขนาดเอาของเขามาทำเลียนแบบยังทำได้แย่กว่าเลย

วิธีคิดนอกกรอบนั้น ความจริงแล้วต้องเป็นการคิดแบบที่เอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง เช่น

ถ้าต้องการไปทำอะไรสักอย่างที่เชียงใหม่ภายใน 10 ชั่วโมงข้างหน้า ตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ ต้องทำอย่างไร

ถ้าติดกับกรอบที่ว่า "ต้องไป" แล้ว คำตอบก็มีสถานเดียว คือ ขึ้นเครื่องบินไป แต่ถ้าเอากรอบ "ต้องไป"

ออกแล้ว จุดประสงค์คือ "ต้องทำ" เป้าหมายคือ "ภายใน 10 ชั่วโมง" อย่างนี้ทางเลือกจะมีมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการไปด้วยตัวเอง หรือติดต่อให้คนอื่นทำแทน หรือทำกันในระยะไกล เช่น

คุยกันทางโทรศัพท์ให้จบ หรือให้คนที่เชียงใหม่มากรุงเทพฯ แทน เป็นต้น

คราวนี้เมื่อคิดเสร็จแล้ว ก็มาทำกรอบใหม่ อย่างในกรณีนี้ถ้าเลือกวิธีการให้คนอื่นไปทำแทน

คราวนี้ก็ต้องตีกรอบออกไปว่าใคร จะต้องทำอย่างไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไร ผลที่คาดหวังเป็นอย่างไร

วิธีการรายงานทำอย่างไร หากทำไม่ได้จะทำอย่างไรต่อ ฯลฯ แล้วก็ต้องรักษากรอบนี้อย่างเคร่งครัด

เพราะฉะนั้นการคิดนอกกรอบไม่ใช่เอะอะก็จะนอกกรอบอยู่ร่ำไป เวลาคิดให้คิดนอกกรอบ หรือที่ผมเรียกว่า

"เอากรอบออก" เมื่อคิดเสร็จแล้วให้ "เอากรอบใส่เข้าไปใหม่" แล้วให้ปฏิบัติในกรอบ

ไม่อย่างนั้น เละแน่ครับ

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved