Supply Chain Management
เมื่ออาทิตย์ก่อนได้ไปสัมภาษณ์ คุณมาร์ค จอห์น ฮอลโลเวย์ ซึ่งเป็นกรรมการอำนวยการฝ่ายซัพพลายเชน
ของบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด เนื่องจาก ในเดือนพฤศจิกายน นี้ ทางคณะพาณิชยศาสตร์และ
การบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดงานสัมมนาฉลองครบรอบ 64 ปี ซึ่งงานในปีนี้จะเน้นเรื่อง Supply
Chain Management ที่มีบางคนแปลเป็นไทยว่าห่วงโซ่อุปทาน และคุณมาร์คจะเป็นวิทยากรคนหนึ่งในงานนี้
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าบางประเด็นที่ได้คุยกับคุณมาร์ค นั้น มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
จึงขออนุญาตนำบทสัมภาษณ์บางส่วนมาลงในวันนี้เพื่อเรียกน้ำย่อยก่อน
เรื่อง Supply Chain Management นั้นหลายคนยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะการผลิต และขนส่งเท่านั้นแต่
คุณมาร์ค ให้ข้อคิดเห็น โดยอ้างคำจำกัด ความที่ออกโดยสภา Supply Chain ว่าภาพของ Supply Chain
Management สามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่
1. Source คือ การจัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการซื้อและจัดหาวัตถุดิบ
2.Make การผลิต ทั้งการผลิตภายใน และการบริหารบริษัทอื่นที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับเรา บรรจุภัณฑ์
และการแปรรูปวัตถุดิบมาเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย
3.Deliver จัดการคำสั่งซื้อ ดูว่ามีสินค้าในโกดังเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าหรือไม่ บริหารคลังสินค้า
ขนส่งสินค้า รวมถึงการชำระเงินของลูกค้าว่าเครดิตยาวไปหรือไม่
4.Plan การวางแผนทางด้าน Supply Chain Management ทั้งหมด ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต รวมถึง
การจัดส่งให้แก่ลูกค้า ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกลับมาวนรอบวงจรตลอด
เมื่องาน Supply Chain Management เป็นงานที่เกี่ยวพันถึง 4 ด้าน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปเกี่ยว
ข้องกับฝ่ายต่างๆ และบางครั้งอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ที่รับผิดชอบงานในส่วนที่แตกต่างกัน แต่มี
ความเกี่ยวข้องกัน
เช่น ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด ก็จะมุ่งขายให้ได้มากที่สุด แต่ฝ่ายผลิต
อาจต้องควบคุมการผลิตไม่ให้เกิดสินค้าคงคลังสูงเกินไปนัก และอาจไม่สามารถผลิตตามคำสั่งซื้อที่ฝ่ายขาย
ส่งมาได้
ผมถามคุณมาร์คต่อไปว่า ยูนิลีเวอร์ มีวิธีการประสานงานระหว่างแผนกต่างๆ เหล่านี้อย่างไร...?
คุณมาร์ค ให้ความเห็นว่า ในส่วนของภาพรวมบริษัทนั้น ไม่คิดว่าจะมีการขัดแย้งกัน เพราะหน้าที่ของ
ซัพพลายเชน คือ เราต้องเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ซึ่งเราต้องทำงานร่วมกับผู้ที่มีความสามารถ
หลายคน โดยทำการคาดการณ์ร่วมกันว่าลูกค้าของเราต้องการอะไรในอนาคต
และก็เป็นหน้าที่ของผู้จัดการแต่ละฝ่ายที่ต้องใช้ประสบการณ์ ความชำนาญ
และความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อค้นหาว่าอะไรคือความต้องการของลูกค้าในอนาคต ดังนั้น
ซัพพลายเชนต้องมีหน้าที่คาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า
ประเด็นต่อไปคือ การคาดการณ์ล่วงหน้าควรใช้ระยะเวลานานสักเท่าไร ......?
คุณมาร์ค ตอบว่า ประมาณ 1-2 เดือนล่วงหน้า และจะต้องใช้ข้อมูลฝ่ายการตลาดประกอบการพิจารณาด้วย
ซึ่งฝ่ายการตลาดจะคาดการณ์ล่วงหน้า 6 เดือน
ส่วนตัวเขาเอง ในฐานะผู้รับผิดชอบ จะต้องพยากรณ์ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างน้อย 2 ปี
จากคำจำกัดความเกี่ยวกับซัพพลายเชนที่ให้บริษัทจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับการบริหารงาน เพื่อบริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที
ผมจึงถามไปว่า ขณะนี้ระบบ IT ของยูนิลีเวอร์เป็นอย่างไร ....?
คุณมาร์ค เห็นด้วยกับความสำคัญของ IT โดยเสริมว่าเมื่อ 10 ปีก่อน
เขาต้องรับทราบเพียงแค่ข้อมูลซัพพลายเชนภายในบริษัทเท่านั้น แต่ปัจจุบัน
ระบบซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพและแพร่หลายมากขึ้น จึงจำเป็นต้องทราบว่าสินค้ามีปัญหาหรือไม่
ต้องมั่นใจว่าสินค้าจัดส่งเรียบร้อย ลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว และไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น IT
จึงมีความจำเป็นมากอย่างยิ่ง
ยูนิลีเวอร์ก็เหมือนกับบริษัทใหญ่ทั่วไป คือ มีระบบ ERP (Enterprises Resource Planning)
ซึ่งระบบที่ใช้ปัจจุบันคือระบบ BPCS แต่มีการใช้บางโมดูลของระบบ SAP ในการช่วยวางแผน นอกจากนี้
ทางยูนิลีเวอร์ ยังพัฒนาระบบ web-based มีเวบไซต์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาสั่งซื้อสินค้าได้
แต่คุณมาร์คเผยว่าปริมาณซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตยังไม่มากนัก
เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่มักจะส่งคำสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์แบบ EDI ผ่านเครือข่ายของบริษัท
และเป็นการติดต่อในระดับโปรแกรมคอมพิวเตอร์คุยกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ส่วนลูกค้ารายเล็กยังนิยมใช้โทรสารในการส่งใบสั่งซื้ออยู่
ปัจจุบัน การทำธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่ค่อนข้างลำบากและต่างจากในอดีต เช่น บริษัท ยูนิลีเวอร์
จะให้เครดิตการจ่ายเงินแก่ลูกค้าเป็นเวลา 30 วัน เมื่อสินค้าของเราไปถึงโกดังของลูกค้า
ลูกค้าต้องชำระเงินในอีก 30 วันข้างหน้า แต่ปัจจุบันลูกค้ามักจะต่อรองกับทางบริษัท
แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งไปยังโกดังของลูกค้าแล้วก็ยังถือว่าเป็นสินค้าของบริษัทอยู่
เมื่อสินค้าออกจากชั้นวางจึงจะเริ่มนับเครดิต 30 วัน
คุณมาร์ค ตอบว่า ปัญหานี้ ยังไม่เกิดกับยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย แต่ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วในยุโรป
และอเมริกา คุณมาร์ค เล่าต่อไปว่า ยูนิลีเวอร์ได้ช่วยดูแลสินค้าคงคลังให้กับลูกค้า และมีศูนย์กระจายสินค้า
ซึ่งช่วยให้ระบบของลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องสต็อกสินค้ามากเกินไป
อัตราการหมุนของสินค้าจะรวดเร็ว ด้วยวิธีนี้ การให้เครดิตกับลูกค้าอาจลดระยะเวลาลงด้วยซ้ำ
ผมปิดท้ายบทสัมภาษณ์ ด้วยการขอให้คุณมาร์ค สรุป ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการใช้ระบบ Supply
Chain Management ซึ่งเขาเห็นว่ามี 3 ประการคือ
1. ซัพพลายเชนช่วยให้บริษัทเจริญเติบโต
เพราะซัพพลายเชนช่วยบริษัทตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยบริการที่ดีที่สุดได้
ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด
2.ซัพพลายเชนแสดงถึงต้นทุนของบริษัท ซึ่งต้องพยายามให้ต้นทุนนั้นต่ำที่สุด
โดยหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น ในด้านการผลิต
3.ช่วยควบคุมสินทรัพย์ของบริษัท โดยเฉพาะวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง
บริษัทต้องบริหารสิ่งเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องมั่นใจว่ามีสต็อกไม่มาก สินค้าจัดส่งตรงเวลา
กล่าวโดยสรุปคือ บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด รักษาต้นทุนให้ต่ำ และบริหารสินทรัพย์ ส่วนที่เหลือก็คือ
เรื่องของคุณภาพ
รายละเอียดของบทสัมภาษณ์ รวมทั้งบทความเกี่ยวกับเรื่อง Supply Chain Management
ในประเทศไทยจะถูกรวมเล่มในวารสารบริหารธุรกิจฉบับพิเศษ เดือนพฤศจิกายนนี้ครับ
ผู้สนใจวารสารและเข้าร่วมงานสัมมนาครบรอบ 64 ปีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|