free web hosting | free hosting | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 Creative Destruction...การทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่

สัปดาห์นี้ขึ้นจั่วหัวไว้ค่อนข้างน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่าง ที่คิดนะครับ

คิดว่าท่านผู้อ่านคงยังจำโฆษณาของธนาคารไทยธนาคารได้ ที่เปรียบธนาคารเหมือนนกฟีนิกซ์

ซึ่งเป็นนกในเทพนิยายที่เมื่อตายไปแล้ว สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จากกองไฟ หรือในนวนิยายขายดีเรื่อง

"Hary Potter" ก็มีอยู่ตอนหนึ่งที่พูดถึงนกฟีนิกซ์นี้

ในสัปดาห์นี้ผมคงจะไม่ได้มาเล่านิยายให้ท่านผู้อ่านฟัง แต่พอเห็น โฆษณาของไทยธนาคารและเจ้านก ฟีนิกซ์

ก็ทำให้นึกถึงแนวคิดทางด้านการจัดการประการหนึ่งที่มีหลักการคล้ายกับเจ้านกฟีนิกซ์นี้ คือแนวคิดในเรื่องของ

"Creative Destruction" ซึ่งถ้าจะหาคำแปลที่แปลแล้วตรงๆ ตัวก็คงจะลำบาก ผมก็เลยขออนุญาตใช้คำว่า

"การทำลายตัวเองเพื่อเกิดใหม่"

จริงๆ แล้วหลักการของ Creative Destruction ไม่ใช่แนวคิดที่ใหม่

เกิดขึ้นมานานแล้วโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในอดีตคือ Joseph Schumpeter โดย Schumpeter

ได้เขียนไว้ในหนังสือ Capitalism, Socialism and Democracy ของเขาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ Creative

Destruction ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดความมั่งคั่งของสังคม หรือถ้าจะให้พูดง่ายๆ

ก็คือการที่สังคมและองค์กรจะมีนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ

ได้นั้นจะต้องเกิดจากการลบเลือนหรือการทำลายล้างสิ่งเก่าๆ ออกไปเสียก่อน

เนื่องจากภายใต้บริบทและวิธีการเดิมๆ นั้นย่อมยากที่จะเกิดนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ได้

หรืออาจจะเหมือนชื่อหนังสือเล่ม หนึ่งที่ผมเคยเห็น บอกว่า "ต้องล้มเสียก่อนถึงจะลุกได้"

เมื่อปีที่แล้วได้มีหนังสือ เล่มหนึ่งเขียนขึ้นมาภายใต้ชื่อ "Creative Destruction"

โดยผู้เขียนเป็นผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการจัดการ McKinsey

โดยในหนังสือเล่มนี้เป็นผลมาจากการวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้เขียนเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจต่างๆ กว่า 1,000

บริษัท จาก 15 อุตสาหกรรมเป็นระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ ผลลัพธ์ที่ได้จากการหนังสือเล่มนี้พอจะสรุปได้สั้นๆ

ว่า การที่องค์กรธุรกิจจะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ องค์กรธุรกิจ จะต้องเพิ่มพูนความสามารถในด้าน

นวัตกรรม (Innovation) และการ ที่จะมีความสามารถในการนวัต-กรรมได้ดีขึ้นนั้น

องค์กรจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำลายหรือลบล้างสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

เนื่องจากถ้าองค์กรยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ที่ไม่ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ความ สามารถในการนวัตกรรมและคิด

ค้นหาแนวทางใหม่ๆ ขององค์กรก็จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากความยึดติด ที่ยังอยู่กับสิ่งเดิมๆ

นั้นจะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ขององค์กร ซึ่ง หลักการที่ผู้เขียนหนังสือเล่ม นี้ ค้นพบจากการวิจัยเป็นหลัก

ฐานที่สนับสนุนแนวคิดของ Schumpeter อย่างชัดเจน

หลักการของ Creative Destruction ทำให้นึกถึงบริษัทหนึ่งในต่างประเทศที่ถือว่าเข้าข่ายของ Creative

Destruction อย่างชัดเจน บริษัทนี้คือบริษัท Corning

ซึ่งถ้าถามแม่บ้านหรือคุณสุภาพสตรีทั้งหลายก็คงจะคุ้นกับชื่อบริษัทนี้อยู่บ้าง

เนื่องจากเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวเครื่องเครื่องครัวหรือที่บางครั้งเรามักจะเรียกติด ปากว่า Corningware

คนส่วนใหญ่ จะรู้จัก Corning จากเครื่องครัว แต่เมื่อปี 2540 บริษัทนี้ก็ได้ทำสิ่งหนึ่ง

ซึ่งถือว่าเป็นการก่อให้เกิดความตกใจกับผู้ที่ติดตามข่าวเกี่ยว บริษัทนี้ทั่วไป

นั้นคือบริษัทได้ประกาศขายส่วนที่เป็นสายงานด้าน ผู้บริโภค (Consumer Division)

ที่ดูแลผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องครัว ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อของ Corning เอง หรือ Pyrex

(มีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในบ้านเรานะครับไปดูได้) หรือ Revere หรือ Corelle

ภายหลังจากการขายหน่วยธุรกิจที่ขายเครื่องครัวมาให้กับบริษัทตั้งแต่ปี 2458 ท่านผู้อ่านทราบ ไหมครับว่า

Corning หันไปมุ่งเน้น ที่ธุรกิจไหนแทน? Corning เข้า ไปทำธุรกิจเส้นใยแก้ว (Fiber Optics)

ที่เรารู้จักกันดีในฐานะเป็น ตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูลดิจิตอล ต่างๆ ในปัจจุบัน และธุรกิจใหม่ที่ Corning

เข้าไปทำ ก็ทำได้ดีด้วย เนื่องจากในปัจจุบัน Corning เป็น ผู้ผลิตเส้นใยแก้วอันดับหนึ่งของโลก

และมีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 40

ผู้บริหารของ Corning เองก็ยอมรับว่าการที่บริษัทประสบความ

สำเร็จในธุรกิจใยแก้วนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการขายธุรกิจเครื่องครัวทิ้งไป

เนื่องจากทำให้ทั้งองค์กรสามารถมุ่งเน้นความสนใจมาที่ใยแก้ว

ซึ่งถือว่าเป็นอนาคตของบริษัทมากกว่าเครื่องครัว หลักการ ตรงนี้คือหลักการในเรื่องของ Creative Destruction

ที่จะต้อง เลิกล้มหรือทำลายสิ่งเดิมๆ ที่ทำให้ เราเคยประสบความสำเร็จในอดีต

แล้วหันมาให้ความสนใจต่อนวัต- กรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ที่จะทำให้องค์ กรพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าท่าน ผู้อ่านอยากจะประสบความสำเร็จแบบ Corning โดยอาศัยหลักของ Creative

Destruction จะทำได้โดยโละธุรกิจเดิมๆ ทิ้งแล้วหันไปจับธุรกิจใหม่ทันที

ถ้าทำแบบนั้นโดยไม่วิเคราะห์และทำอะไรให้ดีก่อนองค์กรมีสิทธิ์พังได้

ในกรณีของ Corning นั้นก่อน ที่ผู้บริหารของ Corning จะตัดใจจากธุรกิจเครื่องครัวได้ก็ต้องทำ

การวิเคราะห์กันอย่างละเอียด โดย ทาง Corning นำเอาธุรกิจต่างๆ ที่มี

อยู่มาเข้าในกราฟที่เปรียบเทียบระหว่างกำไรของแต่ละธุรกิจ กับอัตราการเติบโตของธุรกิจ

แล้วพบว่าธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องครัวอยู่ในช่องที่ทั้งกำไรต่ำสุดและอัตราการเติบโตน้อยสุด

ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจได้เด็ดขาดเลยว่าควรทำอย่างไรกับธุรกิจเครื่องครัวดี

และในขณะเดียวกันผลจากการวิเคราะห์ก็แสดงให้เห็นว่าธุรกิจใยแก้วมีอัตราการเติบโตสูง

แต่กำไรยังไม่สูงเท่าไร ดังนั้นจึงควรเป็นธุรกิจที่องค์กรมุ่งเน้นที่จะทำกำไร

จริงๆ แล้ว Corning ถือเป็น บริษัทที่มีลักษณะของ Creative Destruction ที่ชัดเจนแห่งหนึ่ง และ Corning

เองก็ไม่ได้เพิ่งมี Creative Destruction แต่จริงๆ แล้วมีมานานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปีแล้ว โดยสินค้าแรกของ

Corning นั้นคือหลอดแก้วที่ครอบไฟฟ้าที่ถูก คิดค้นขึ้น โดย Thomas Edison

และเป็นผู้นำในการผลิตหลอดแก้วสำหรับครอบไฟในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นอีกสิบปี Corning ก็กลายเป็นผู้นำในการผลิตหลอดโทรทัศน์ หลังจากนั้นก็สามารถคิดค้น glass

ceramics ที่เป็นต้น แบบของ Corning Ware เครื่องครัวที่โด่งดังไปทั่วโลก จนกระทั่งใน

ปัจจุบันได้กลายมาเป็นผู้นำในการผลิตใยแก้วสำหรับธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า

Corning เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่สามารถประสบความสำเร็จในระยะยาว (กว่า 150 ปี) ได้เนื่องจาก

Creative Destruction ของ Corning

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวเหมือน Corning

ได้นั้นไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะเลิกหรือละจากธุรกิจเดิม แต่

จะต้องสร้างกระบวนการในด้านนวัตกรรมภายในองค์กรด้วย

ซึ่งการทำให้องค์กรมีความสามารถในด้านนวัตกรรมนั้น พูดง่ายกว่าทำ

มีการเรียนการสอนในเรื่องของนวัตกรรมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในหลักสูตร MBA ทั่วๆ ไป

ในประเทศไทยเองในช่วงหลังก็ได้เริ่ม มีหลักสูตรใหม่ๆ ที่เปิดสอนในด้านของการบริหารนวัตกรรม (Innovation

Management) แต่ที่ ในระยะหลังเรามีหลักสูตรด้านนวัตกรรมกันมากขึ้นอาจจะเกิดขึ้น

จากความสามารถในด้านนวัตกรรม ของไทยค่อนข้างที่จะล้าหลังประเทศอื่นๆ จนกระทั่งมีผู้บริหารหลาย

ท่านชอบล้อเลียนเป็นประจำว่าองค์ กรในประเทศไทยนั้นไม่มีความสามารถในด้านของการวิจัยและพัฒนา

(Research and Development: R&D) แต่กลายเป็นความสามารถในด้านของการลอกเลียนและพัฒนา (Copy

and Development: C&D) จริงๆ และถ้าเราขาดซึ่งความสามารถ ในด้านนวัตกรรม Creative Destruction

ก็คงยากที่จะเกิดขึ้น

ดูเหมือนว่าองค์กรในไทยนั้นจะเกิดลักษณะของ Creative Destruction

แล้วมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวนั้น ค่อน ข้างจะยากอยู่พอสมควร

ทั้งจากการที่ผู้บริหารจำนวนมากไม่กล้าหรือไม่คิดที่จะทำลายหรือล้มสิ่งที่เคยประสบความสำเร็จ

แต่ในปัจจุบันไม่ประสบความสำเร็จ เนื่อง จากการยึดติดกับอดีตหรือความหลงตนเอง

กับการขาดความสามารถในด้านนวัตกรรม ซึ่งความ สามารถในด้าน

นวัตกรรมนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างกันขึ้นมาง่ายๆ และคงต้องใช้เวลานานและความพยายามพอสมควร

ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved