free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 Knowledge managent

ทุกวันนี้ ปรมาจารย์ทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียว กันว่า โลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งความรู้

หลังจากการเกิดปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 หรือการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีข้อมูล

ข่าวสารที่เชื่อมโลกทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวเมื่อต้นทศวรรษที่ "80 นี้เอง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกก็คือ การกำเนิดของเครื่อง จักรไอน้ำที่ใช้ถ่านหิน หรือฟืนเป็นเชื้อเพลิง

ถือว่าเป็นการปลดปล่อย แรงงานมนุษย์ และสัตว์ที่มนุษย์นำมาใช้งานครั้งยิ่งใหญ่

ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองคือ การกำเนิดของเครื่องจักรผลิตกระแสไฟฟ้า

และเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทำให้มนุษย์สามารถทำงานตอนกลางคืนได้อย่างสะดวกสบาย เป็น

การเพิ่มเวลาการทำงานของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบการปฏิวัติทั้งสามครั้งจะเห็นได้ว่า

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งล่าสุดนี้เป็นการสร้าง

ความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติในเรื่องการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร หรือความรู้

คนไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน จีน ญี่ปุ่น ไทย หรือเซเนกัล หากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบ Internet

ได้ คนเหล่านี้ก็มีความเท่าเทียมกันในการเจาะหาข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

ศ. Paul R Gamble และคุณ John Blackwell ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า

ในอดีตผู้นำส่วนใหญ่รวมทั้งจักรพรรดิ์ นโปเลียนมีความเชื่อว่า จ้างนายพล หรือผู้บริหารที่โชคดี

ดีกว่าไปจ้างนายพล หรือผู้บริหารที่ฉลาดเฉลียว

ท่านทั้งสองยืนยันว่า จริงอยู่ความมีโชคนั้นก็สำคัญ แต่คงไม่เพียงพอ

เพราะคนโชคดีนั้นไม่สามารถจะอาศัยโชคช่วยตลอดไปได้ ต้องมีสักครั้งหนึ่งที่โชคไม่อาจจะช่วยเหลือได้

เนื่องจากโชคดีนั้นคู่กับโชคร้าย เมื่อมีโชคดีก็ต้องมีโชคร้าย ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนทั้งสองจึงเสนอว่า

คนที่ผู้นำจะเลือกมาเป็นผู้ช่วยของตนนั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ และความ สามารถด้วย อย่าแค่ดูดวง

หรือความมีโชคอย่างเดียว

ผมเห็นด้วย 100%

และขอยกตัวอย่างเรื่องที่เล่าปี่ต้องยอมอดทนไปหาขงเบ้งถึงสามครั้งสามคราเพื่อเชิญมาเป็นที่ปรึกษา

หรือเสนาธิการสูงสุดของเล่าปี่

พูดถึงเรื่องที่ปรึกษา ก็อยากอธิบายเพิ่มเติมสักนิด ที่ปรึกษาไม่ใช่ลูกน้องของผู้นำ แต่เพื่อนคู่คิด

ผู้แนะนำติเตือน หรือทำหน้า ที่เป็นสมองให้กับผู้นำ และที่ปรึกษาก็มีสองประเภท ประเภทแรกก็คือ

พวกที่ชอบทำตัวเป็นลูกน้อง ที่ปรึกษาประเภทนี้จะคอยเอาอกเอาใจ ประจบเจ้านาย พูดจาเยินยอสรรเสริญผู้นำ

เห็นด้วยกับความคิดของ ผู้นำทุกอย่าง เรียกว่า Mr. or Ms. Yes

ส่วนที่ปรึกษาประเภทหลังก็คือ ทำหน้าที่เหมือนโค้ช หรือผู้แนะนำติเตือน คอยให้สติ และกล้าคัดค้านผู้นำ

หากผู้นำมีความคิด หรือพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เห็นด้วยกับผู้นำทุกเรื่อง

แปลกแต่จริงที่ผู้นำส่วนใหญ่ชอบเลือกที่ปรึกษาประเภทแรกที่มีความประพฤติเหมือนลูกน้อง

และเห็นด้วยคล้อยตามความคิดของตน นี่คือเหตุผลของความหายนะ และความเสื่อมถอยของประเทศ

หรือองค์กรส่วนใหญ่ เพราะผู้นำเลือกที่ปรึกษาประเภทแรกนี่เอง

ท่านผู้เขียนอธิบายว่า ในอดีตปัจจัยที่ผู้นำถือว่ามีความสำคัญที่สุดขององค์กรก็คือ ที่ดิน แรงงาน และเงินทุน

แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ ความรู้ที่มีอยู่ในตัวพนักงาน และผู้บริหาร

ส่วนปัจจัยทั้งสามอย่างดังกล่าวข้างต้นก็มีความสำคัญในระดับรองลงมา

ท่านทั้งสองได้จำแนกประเภทของความรู้ออกเป็น ความรู้ที่เกิด จากประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง

กับความรู้ที่เกิดจากการร่ำเรียน ฝึกอบรม หรือการอ่าน ศ. Paul และคุณ John กล่าวว่า

หากจำเป็นต้องให้เลือกระหว่างความรู้ทั้งสองประเภทนี้ ความรู้ที่เกิด จากประสบการณ์มีความสำคัญมากกว่า

พร้อมกับยกตัวอย่างเปรียบ เทียบระหว่าง พ่อครัวของร้าน Macdonald"s กับภัตตาคารเอกชน

พ่อครัวของร้าน Mac.

นั้นทำอาหารตามขั้นตอนในตำราที่ระบุไว้ทุกอย่างเพื่อให้อาหารทุกจานมีรสชาดเหมือนกันหมด

เป็นความรู้ที่เกิดจากการร่ำเรียน หรือฝึกอบรม ขณะที่พ่อครัวของภัตตาคารเอกชน

จะทำอาหารตามรสนิยมของลูกค้าแต่ละคน มีการ

ใช้ศิลปะในการทำอาหารที่เกิดจากการสั่งสมของประสบการณ์

สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาเป็นองค์กรแห่งความรู้นั้น บทบาทของผู้นำมีความสำคัญอย่างมหาศาล

กล่าวคือ จะต้องจัดให้องค์กรมีการกระจายความรู้ไปทั่วทั้งองค์กร

ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น

ผู้บริหาร IT

ส่วนใหญ่มักจะพยายามกีดกันไม่ให้ความรู้กระจายออกไปอย่างกว้างขวางไปทั่วทั้งองค์กรโดยมักอ้างเรื่องความ

มั่นคงปลอดภัยเรื่องข้อมูลซึ่งเป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งความไม่ไว้วางใจ ทำให้องค์กรล้าหลัง นอกจากนั้น

ก็ต้องรู้ว่า ใครมีความรู้อะไร และสามารถถ่ายเท หรือถอดความรู้ได้อย่างไร ไม่ใช่งก หรือ

เก็บความรู้ไว้คนเดียว

ผู้นำต้องตระหนักว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ใช่ความรู้ ดังนั้นจึงไม่ควรงก หรือปกปิด

หรือให้รู้เฉพาะในกลุ่มคนเล็กๆไม่กี่คนในองค์ กร หากผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงมีพฤติกรรมเช่นว่า

ก็บอกได้เลยว่า องค์กรแห่งนั้นไม่มีทางเป็นองค์กรแห่งความรู้ได้ ไม่ว่าองค์กรแห่ง

นั้นจะทุ่มเทงบประมาณมากเพียงใดในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสาร



 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved