คิดแบบเอเซีย II
ปรัชญาวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างชาวเอเชีย และชาวตะวันตกก็คือ
ชาวเอเชียเน้นการแสวงหาจากภายใน เรื่องการอยู่ร่วมกับระบบธรรมชาติอย่าง สมดุล
มองทุกอย่างมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันหมดในรูปแบบของวงกลม
ขณะที่หลักปรัชญาชาวตะวัน-ตก มุ่งมั่นแสวงหาจากภาย นอก เน้นเรื่องการเอาชนะธรรมชาติ มอง
สิ่งต่างๆแบบแยกส่วนในลักษณะสี่เหลี่ยม
แต่น่าเสียดายที่ชาวเอเชียโดยเฉพาะชนชั้นปกครอง และชนชั้นสูงได้ละทิ้งหลักปรัชญาของบรรพบุรุษ
แล้วหันมายึดถือหลักปรัชญาของชาวตะวันตก โดยการลอกเลียนแบบการพัฒนาทั้งระบบเศรษฐกิจ การเมือง
และสังคม ทั้งๆ ที่วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การ พัฒนาทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง กันรวมทั้งไม่มีความพร้อม
แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุ- บันของไทยเราซึ่งได้รับการขนานนามว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชา- ชน
ก็เป็นการลอกเลียนแบบรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ในซีกโลกตะวันตก เช่น สหรัฐฯ เยอร-มัน ฝรั่งเศส
และอังกฤษ
จริงอยู่ เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความสม บูรณ์ครอบคลุมเรื่อง และประเด็นต่างๆ
ของสังคมได้อย่างค่อนข้างทั่วถึง อาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรม นูญฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญลืมมองเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดเรื่องสองเรื่องซึ่งก็คือ "ความพร้อม" และ "ความแตกต่าง"
ตัวอย่างเช่น การ กำหนดให้เรื่องการเลือกตั้งเป็นสิทธิ และหน้าที่ของพลเมืองทุกคน รวม
ทั้งการกำหนดจัดการเลือกตั้งให้ กับคนไทยที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ ซึ่งขัดแย้งจากความเป็นจริงอย่างมาก
เพราะความไม่พร้อมของสังคมไทยตลอดจนความแตกต่างระหว่างสังคมไทยกับสังคมตะวันตก
ความไม่พร้อมของสังคมไทยก็คือ โดยวัฒนธรรมของไทยเรา คนไทยไม่ชอบให้ใครมาบังคับให้ทำ โน่นทำนี่
ดังคำพูดที่ว่า "ทำอะไรได้ดั่งใจคือไทยแท้"
ฉะนั้น แม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้สำหรับผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คนไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่สน
หรือใส่ใจ
ส่วนเรื่องความแตกต่างนั้นก็เห็นได้ชัดเลยว่า รายได้ต่อหัวระ หว่างคนไทยกับคนในซีกโลกตะวัน-
ตกมีความแตกต่างกันหลายเท่า หรือพูดง่ายๆก็คือรายได้ของคนไทยน้อยกว่าฝรั่งหลายเท่าตัว
ฉะนั้นการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งให้สำหรับชาวไทยที่อยู่อาศัยในชาติอื่น ๆ
นั้นจึงเป็นภาระกิจที่ไม่คุ้มค่า หรือเป็นการลงทุนที่ขาดทุนนั่นเอง
เหตุผลก็เพราะคนไทยที่อยู่อาศัยในต่างชาติโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ขาดความรู้ ข้อมูล
หรือไม่สนใจเรื่องการเมืองในไทย
นี่ก็เป็นกฎของธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในฐานะดีกว่า ส่วนใหญ่ก็มักละเลย หรือไม่ใส่ใจปัญหา
หรือเรื่องของผู้ที่อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่า
ด้วยเหตุนี้ เวลากลต.ไปจัดให้มีการเลือกตั้งในต่างประเทศจึงมีคนไทยไปใช้สิทธิของตนน้อยมากๆ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การไปจำกัดสิทธิของผู้ที่จะมาสมัครเป็นส.ส. ส.ว. หรือดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า
ต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็เป็นความคิดโบร่ำโบราณของฝรั่งที่เขาเลิกใช้ไปแล้ว
เรื่องความสำคัญของใบปริญญานั้นเป็นหลักปรัชญาความคิดของฝรั่ง หรือตะวันตกที่ใช้ใบปริญญามาแบ่งแยก
หรือสร้างความ แตกต่างระหว่างบุคคล หาใช่หลักปรัชญา หรือวิธีคิดแบบเอเชียอย่าง ไรทั้งสิ้น
เพราะอริยะบุคคลขงจื๊อหรือขงจื้อได้สั่งสอนว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนสามารถเป็นอาจารย์ของเราได้ทั้งสิ้น"
วิธีการเรียนการสอนของชาวเอเชียยึดมั่นเรื่องการแสวงหาความรู้โดยการเล่าเรียนจากอาจารย์ และด้วยตนเอง
ไม่ได้สนใจที่จะสร้างใบปริญญาบัตรขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกหรือสร้างความแตกต่างระหว่างบุคคล
จากการศึกษาวิจัยของนักวิชาการตะวันตกพบว่า การแบ่งแยกสถานภาพของคนด้วยวุฒิการศึกษา
หรือใบปริญญานั้นคือ การแบ่งแยกที่รุนแรงที่สุดอย่างหนึ่งในสังคมตะวันตก
นักวิชาการอเมริกันบางท่านถึงกับสรุปว่า สิ่งนี้คือการแบ่งแยกที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคนายกับทาส
เป็นการแบ่งแยกที่ร้ายแรง กว่านายกับบ่าวเสียอีก หรือเจ้านายกับลูกน้องเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
ผลจากการศึกษาวิจัยดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัย หรือบริษัทชั้นนำ ไม่ให้ใส่วุฒิการศึกษาในนามบัตร
หรือใช้นำหน้าชื่อ แทนที่จะใช้ดร. ปีเตอร์ ก็ใช้แค่ปีเตอร์เฉยๆ ตัวอย่างเช่น Jack Welch อดีตประธาน
และประธานผู้บริหารสูง สุดของ GE ท่านเองก็จบปริญญาเอก ก็ไม่เคยใส่ดร.ไว้หน้าชื่อของท่านเลย
และก็มีน้อยคนนักที่รู้ว่า ท่านจบปริญญาเอก หรือบรรดาคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard ที่โด่งดังของสหรัฐฯ
ก็ไม่มีอาจารย์ท่านใดที่ใส่วุฒิดร.ไว้หน้าชื่อของ ท่าน รวมทั้งได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรม- นูญด้วยว่า
ห้ามเลือกปฏิบัติต่อบุค- คลโดยยึดถือความแตกต่างด้านวุฒิการศึกษา
ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ไปลอกเลียนฝรั่งมา
(การลอกเลียนไม่ใช่เรื่องเสียหายทุกเรื่องถ้าเป็นการลอกเลียนที่ดี และมีประโยชน์ต่อสังคม หรือคนส่วนใหญ่)
ก็ได้บัญญัติข้อความใน ลักษณะนี้เช่นเดียวกันนี้ในมาตราที่ 30วรรคสอง
แต่ที่แปลกก็คือ ในทางปฏิบัติคนไทย หรือสังคมไทยกับให้ คุณค่า หรือความสำคัญกับวุฒิการ ศึกษา
หรือใบปริญญามากกว่า ในสังคมสหรัฐฯต้นกำเนิดความคิดเช่นว่านี้เสียอีก ในมหา-
วิทยาลัยชั้นนำของไทยเราบางแห่ง อาจารย์มักจะคุยทับถม หรือเกทับกันในลักษณะที่ว่า ฉันจบมหาวิทยาลัยใด
ในสหรัฐฯ หรืออังกฤษและได้ใบปริญญาระดับใดกลับมาสู่ประเทศไทย
แทนที่จะแข่งขันกันเรื่อง คุณภาพของการสอน หรือเขียนตำรา บทความทางวิชาการ
หรือถกเถียงกันเรื่องการยกระดับมาตร ฐานการศึกษา หรือการเรียนการสอนให้สูงขึ้นหรือดีขึ้น
พูดถึงเรื่องมาตรฐานการศึกษา ก็ไม่จำเป็นไปลอกเลียนความ คิดของยุโรปโดยเอามาตรฐาน ISO
(Organization of International Standard)มาเป็นหลักประกันคุณภาพการศึกษา
หลักประกันคุณภาพของการศึกษาที่ดีที่สุดก็คือ การสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาคิดเป็น หรือรู้จักคิดด้วย ตนเอง
และคิดแบบเอเชียด้วย ไม่ใช่ ไปลอกเลียนแบบความคิดฝรั่ง หรือ อ้างอิงตำราฝรั่งอย่างเดียว
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|