free web hosting | free website | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 Management Stripped Bare

ชื่อหนังสือเล่มนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คงต้องแปลว่า "เปลือยเปล่าการบริหาร" ไม่ใช่ หนังสือ Rate R หรือ

X แต่เป็น หนังสือการบริหารการจัดการที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่ง ให้ข้อคิด ที่แตกต่างจากหนังสือส่วนใหญ่ที่

ี่เขียนในแนวนี้

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ Jo Owen ประธานผู้บริหารสูงสุด หรือ CEO (Chief Executive Officer)

ของบริษัท Auvian Partnersซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา

คุณ Jo ได้เอาศัพท์ทางด้านบริหารการจัดการมาอธิบายในมุมมองของท่านซึ่งก็เป็นมุมมองที่แปลกออกไป

จากมุมมองทั่ว ๆ ไป

ผู้เขียนบอกว่า ปัญหาของการบริหารงานนั้นแทบทุกบริษัทเผชิญ ปัญหาอย่างเดียวกันอาทิเช่น การประชุม

ที่ไร้สาระ การเสนองานที่น่าเบื่อหน่าย การเมืองภายในองค์กร เจ้านายที่ยุ่งยาก พนักงานที่ไม่ค่อยให้ความ

ร่วมมือ องค์กรที่มีความสลับซับซ้อน หรือขาดแคลนทรัพยากร

ท่านยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต โลกบริหารการ จัดการทุกวันนี้ดูเหมือนมีความสับสนวุ่นวาย

มากกว่า ในอดีตนั้น อย่างน้อยที่สุด ทุกคนก็รู้ว่าตนกำลังทำอะไร เช่น ผู้บริหารมีหน้าที่บริหาร และจัดการ

ส่วนคนงานก็มีหน้าที่ทำงานตาม คำสั่ง ทุกอย่างชัดเจน แม้ว่าในสมัยนี้ปรมาจารย์ทางบริหารจะบอกว่า

วิธีการนี้มันแย่ใช้ไม่ได้ก็ตามที

มามองดูโลกในปัจจุบัน ทุกคนดูเหมือนสับสน ไม่รู้ว่า ตนต้อง ทำอะไรกันแน่ คนงานก็ต้องเข้ามาร่วมในการ

ตัดสินใจ และบริหารงาน ส่วนหน้าที่ของผู้บริหารที่ดีก็ต้องเป็นแค่พี่เลี้ยง หรือโค้ชแล้วจ้างมาเป็นผู้บริหาร

ทำไม

นอกจากนี้ยังใช้วิธีการบริหารงานแบบ Matrix คือ แทนที่จะมีเจ้านายคนเดียว ตอนนี้ทุกคนมีเจ้านายสองคน

องค์กรสมัยใหม่ยังมีการจัดเก็บข้อมูลมากมาย แต่กลับงกไม่ให้พนักงานดู ให้ดูเฉพาะผู้บริหารไม่กี่สิบคน

หรือจัดเก็บข้อมูลล้น หลาม แต่เป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ใช้ทำอะไรแทบไม่ได้

ขณะเดียวกัน องค์กรก็มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่สิ่งที่ตาม มาก็คือ ต้องทำรายงานมากขึ้นไปด้วย

หรือองค์กรมีลักษณะแบนราบ มากขึ้น แต่แทนที่การทำงานจะมีประสิทธิภาพ และคล่องตัวยิ่งขึ้น กลับกลาย

เป็นว่า เต็มไป ด้วยการประชุมและประชุม

ผมขอยกตัวอย่างองค์กรที่มีความแบนราบ และประสบความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม องค์กรแห่ง นั้นก็คือ "แปะเตีย"

หรือ "ไป่เจิน"ร้านขายบะหมี่ลูกชิ้นปลา-กุ้งแถวถนนเจริญกรุงใกล้กับคลองถม

ร้านนี้มีระบบการบริการเสริฟอาหารที่เร็วกว่าร้าน Fast Food ของอเมริกัน หรือยุโรปทุกร้าน ผมลองจับเวลา

ดูว่า เขาใช้เวลานานเท่าใด เมื่อผมและลูกค้าคนอื่นในร้านสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำ บะหมี่น้ำ หรือ เกี้ยมอี๋น้ำ ฯลฯ

ไปแล้วบริกรยกอาหารที่สั่งมาเสริฟที่โต๊ะ

ผลปรากฏว่า เขาใช้เวลาประมาณ 10-40 วินาทีเท่านั้น หรือไม่ถึงหนึ่งนาที อาหารที่เราสั่งก็จะมาเสริฟวาง

ที่โต๊ะของเราเรียบร้อยโรงเรียนจีน

ผมยังทดลองสั่งลูกชิ้นปลา 100 ลูก ลูกชิ้นกุ้ง 50 ลูก และฮื่อก้วยอีกสองแถว หลังจากที่ผมสั่งเสร็จไม่ถึงนาที

หรือประมาณ 30-40 วินาทีสิ่งที่ผมสั่งก็ถูกห่อใส่ถุงส่งมาให้ผมที่โต๊ะเรียบร้อย

เมื่อเปรียบเทียบกับร้าน Mcdonald หรือ Kentucky Chicken ที่เราต้องไปยืนสั่ง และรับสินค้าด้วยตนเอง

ไม่มีบริการเสริฟถึงโต๊ะ ร้าน Fast Foodของฝรั่งช้ากว่าแยะ

เท่าที่ผมสังเกตดู ร้านอาหารร้านนี้มีลูกค้ามากกว่าร้าน Fast Food ของฝรั่ง รวมทั้งคุณภาพอาหารก็ดีกว่า

และอร่อยกว่า (ในรสนิยมของผม)

แต่น่าเสียดายที่เด็ก ๆ และวัยรุ่นไทยนิยมอาหาร Fast Food ของฝรั่งที่ฝรั่งเองเรียกว่า Junk Food มากกว่า

ก๋วยเตี๋ยวน้ำบะหมี่น้ำ

พอมาถึงศัพท์คำว่า การประชุม (Meeting) คุณ Jo ก็บอกว่า เป็นวิธีการเผาผลาญเวลาที่ยอดเยี่ยมซึ่งหลัง

จากจบการประชุมที่ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น ผู้เข้าร่วมประชุมก็ไม่รู้ว่า ตนได้เรียนรู้อะไรจาก

การประชุม หรืออะไรคือข้อแตกต่างที่เกิดจากการ ประชุมหรือตนต้องทำอะไรต่อไปหลังจบการประชุม

มาดูศัพท์คำว่า CRM (Customer Relationship Management) ผู้เขียนก็บอกว่า บริษัทที่ปรึกษาชอบมาก

เพราะเป็นเครื่องมือหากินอีกหนึ่งอย่าง คุณ Jo บอกว่า มันไม่เกี่ยวกับลูกค้าเลย เป็นเพียงการสร้างข้อมูล

ในคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้สตางค์แยะ

หรือศัพท์คำว่า ERP (Enterprise Resource Planning)

ก็เป็นสิ่งที่บริษัทที่ปรึกษาชอบมากอีกนั่นแหละเพราะจะได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากลูกค้าที่ต้องจ้างตน

มาวางระบบนี้ให้ทำให้บริษัทลูกค้าต้องพึ่งพาบริษัทที่ปรึกษาตลอดไป

หรือ Knowledge Management (KM) คุณ Jo ก็ชี้ให้เห็นว่า มีความแตกต่างทางความคิดระหว่างเอเชีย

กับฝรั่ง กล่าวคือ ฝรั่งเชื่อว่า ความรู้นั้นเป็นสิ่งแน่นอนตายตัว

สามารถถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือแล้วเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ให้คนรุ่นหลังไว้อ่านศึกษาปฏิบัติตามได้

ขณะที่ชาวเอเชียเชื่อว่า ความรู้เป็นสิ่งที่ยากที่จะถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ การถ่ายทอดความรู้ที่ดีที่สุดก็คือ

การถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การเรียนรู้โดย

ตรงจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์

ที่มา.....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved