free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 6 Sigmaที่ไม่มีสติ

ถ้าจะถามถึง 6 Sigma ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะพอจะได้ ยินหรือมีความคุ้นเคยมาบ้างแล้ว

เนื่องจากในปัจจุบันได้เริ่มมีหนังสือเกี่ยวกับ 6 Sigma ออกมาวางขาย อยู่ทั่วๆ ไป

ทั้งที่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษต้นตำหรับ หรือที่เป็นฉบับแปลภาษาไทย

ร้านหนังสือบางแห่งถึงกับจัดชั้นวางหนังสือชั้นหนึ่งเป็นหนังสือสำหรับ 6 Sigma โดยเฉพาะเลย

เมื่อเอ่ยถึง 6 Sigma

ท่านผู้จำนวนมากคงจะนึกถึงสถิติหรือตัวเลขที่ค่อนข้างมีความสลับซับซ้อนและดูแล้วไม่รู้เรื่อง

จนเคยมีผู้บริหารหลายท่านออกปากกับผมเลยว่า 6 Sigma เป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับเขา

เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถิติชั้นสูง

ถึงแม้ 6 Sigma จะมีสถิติเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหลักการทางด้าน การจัดการ

ที่ไม่ได้แตกต่างจากแนว คิดอื่นแต่อย่างใด

ในสัปดาห์นี้ผมเลยอยากจะนำ เสนอแนวคิดของ 6 Sigma โดยพยายามไม่พูดถึงสถิติให้ท่านผู้อ่าน ได้ปวดหัว

โดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่ถ้าเห็นสูตรหรือตัวเลขเยอะๆแล้วจะเป็นลม

ถ้าผู้ที่ไม่ได้คุ้นเคยกับ 6 Sigma มาก่อนมักจะมีความเชื่อหรือความรู้สึกว่า 6 Sigma

เป็นเครื่องมือหรือเทคนิคชั้นสูง ที่เหมาะสำหรับวิศวกรหรือนักสถิติใน อันที่จะทำให้กระบวนการในการทำงาน

หรือผลิตภัณฑ์มีความสมบูรณ์ขึ้น

ซึ่งความเชื่อนี้ค่อนข้างจะเกินเลยไปหน่อย เนื่องจากหลักการของ 6 Sigma ไม่ได้เป็นหลักการชั้นสูง

สำหรับวิศวกรหรือนักสถิติเท่านั้น แต่เป็นหลักการทางการจัดการ ที่ทุก

คนสามารถที่จะทำความเข้าใจได้อย่างง่าย

ในขณะเดียวกัน Alan Larson อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Motorola ก็ยังเคยกล่าวไว้ว่า 6 Sigma

ไม่ได้ประกอบด้วยสถิติขั้นสูงแต่อย่างใด เป็นหลักการทางคณิตศาสตร์อย่างง่ายๆ เท่านั้น

เพียงแต่รู้จักที่จะนับเลข บวก และหาร ก็สามารถนำ 6 Sigma ไป ปฏิบัติได้

ลูกศิษย์คนหนึ่งของผมซึ่งในขณะนี้กำลังทำ 6 Sigma อยู่ที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เคยบอกผมไว้

ว่าในส่วนที่เป็นสถิตินั้น ในปัจจุบัน มีโปรแกรมสำเร็จรูปเข้ามาจัดการให้จนเรียบร้อย

ผู้บริหารเพียงแต่สามารถอ่านค่าจากการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นเพียงแค่นั้นก็เพียงพอ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความยากลำบากของ 6 Sigmaนั้นไม่ได้อยู่ที่สถิติแต่อย่างใด

6 Sigma ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกที่บริษัท Motorola โดยทาง บริษัทได้นำหลักการในเรื่องของการ

บริหารเชิงคุณภาพมาพัฒนาต่อขึ้นไปอีก หลังจากนั้นแนวคิดของ 6 Sigma

ก็มีการเผยแพร่ต่อไปจนกระทั่งถึงบริษัท General Electric (GE) ซึ่งอดีตผู้บริหารของ GE คือ Jack Welch

ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ 6 Sigma มาก และทุ่มเทให้กับการทำ 6 Sigma อย่างจริงจัง

ถึงขนาดมีการกล่าวว่าถ้าผู้บริหารคนใดของ GE ต้องการที่จะเติบโตหรือเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

คนผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญใน 6 Sigma ทาง Jack Welch เองยังเคยกล่าวว่า 6 Sigma

ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงกับ GE อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ส่วนผลลัพธ์ที่ GE ได้รับจาก การทำ 6 Sigma ก็คือ เพียงเวลาไม่กี่ปีของการนำ 6 Sigma มาใช้ทำให้ GE

ได้รับประโยชน์กว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำให้ Operating Margin ของบริษัทเพิ่ม ขึ้นจากร้อยละ 10

เป็นร้อยละ 15

ในช่วงหลังก็ได้มีองค์กรต่างๆ ทั่วโลกที่ได้นำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ไม่ว่าจะเป็น ABB, Black and Decker, DuPont,

Dow Chemical, Federal Express, Johnson & Johnson, Kodak, Seagate, Sony และ Toshiba

ส่วนในประเทศไทยนั้นนอกเหนือจากบริษัทในเครือของ GE ในไทยแล้วก็มีหลายๆ บริษัทที่นำเอา 6 Sigma

ไปใช้ อาทิเช่น ฝ่ายช่างของบริษัทการบินไทย บริษัท American Standards (ประเทศไทย) และบริษัท

Seagate Techno- logy (ประเทศไทย)

หลักการสำคัญของ 6 Sigma เริ่มจากความต้องการที่จะลดความ แปรปรวน (Variation) ที่เกิดขึ้น โดยคำว่า

Sigma นั้นเป็นเครื่อง หมายทางสถิติที่แสดงถึงส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐานของประชากร

ส่วนความแปรปรวนนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับการดำเนินงานโดยทั่วๆ ไปและเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่ผู้บริหาร

ต้องการที่จะลด ถ้ามองในแง่ของการดำเนินธุรกิจ

ความแปรปรวนอาจจะเป็นในกรณีที่ผลิตสินค้าได้ไม่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

หรือการที่ไม่สามารถที่จะส่งสินค้าได้ตรงตามที่รับปากไว้กับลูกค้า หรือการที่ต้นทุนในการผลิตสูงกว่า

มาตรฐานที่กำหนด

ส่วนถ้าจะลองหันกลับมามอง ในชีวิตประจำวันนั้น ความแปร ปรวนอาจจะเป็น

น้ำหนักตัวของท่านที่เกินมาตรฐาน หรือเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปทำงานที่นานกว่าปกติ เป็นต้น

ท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะยอม รับว่า

เจ้าตัวความแปรปรวนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีและเป็นสิ่งที่สมควรจะลดหรือขจัดไปให้สิ้น

หลักของ 6 Sigma นั้นจะมอง ความแปรปรวนเป็นเหมือนศัตรู ที่ต้องกำจัดทิ้งไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแปรปรวนที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าขององค์กร

นอกเหนือจากความแปร ปรวนแล้ว หลักการของ 6 Sigma ยังมุ่งเน้นการดำเนินงานให้ตรงเป้าหมาย

นั่นคือไม่ใช่แค่ลดความแปร ปรวนอย่างเดียว แต่ยังจะต้องทำ ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย

มิฉะนั้นท่านอาจจะไม่มีความแปรปรวนอยู่เลย แต่ไม่สามารถดำ เนินงานได้ตามเป้าที่กำหนดไว้

แนวคิดหลักของ 6 Sigma นั้น อยู่ที่การติดตามและให้ความสนใจ ต่อความต้องการของลูกค้า โดยการ ทำ 6

Sigma ทุกครั้ง จะต้องเริ่มต้นจากลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสวงหาความต้องการของลูกค้า

หลังจากนั้นแล้วจะหาแนว ทางในการปรับปรุง และพัฒนากระบวนการในการดำเนินงานที่สำคัญ

โดยอาศัยการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ทางสถิติ

เพื่อใช้ในการตัดสินใจและหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการในการทำงาน

เพื่อให้สามารถนำเสนอและตอบสนองต่อสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าหลักการของ 6 Sigma มีบางส่วนที่สอด คล้องกับหลักการทางด้านการจัดการอื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็น Balanced Scorecard หรือ Total Quality Management โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

การให้ความสำคัญกับความต้อง

การของลูกค้าและการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการในการดำเนินงานภายในขององค์กร

6 Sigma ในความหมายทางสถิตินั้น หมายถึงโอกาสของความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้เพียงแค่ 3.4

ครั้งต่อโอกาสหนึ่งล้านครั้ง หรือถ้า มองอีกมุมหนึ่งถ้าองค์กรใดสามารถ บรรลุได้ถึงขั้นของ 6 Sigma

จะทำให้ผลผลิต (Yield) ขององค์กรนั้นเท่ากับ ร้อยละ 99.9997

ซึ่งท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบดูก็ได้นะครับ ว่าสมมติท่านผู้อ่านส่งเอกสารให้ลูกค้าท่านผู้อ่าน

ทั้งหมดสามแสนครั้ง ถ้าการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ส่งเอกสารสามารถส่ง ได้ถูกคน-ถูกเวลาได้ร้อยละ 99 ของ

จำนวนครั้งที่ส่งหมด จะทำให้มีโอกาสของความผิดพลาดได้สามพันครั้ง

แต่ถ้าการทำงานของพนักงาน ส่งเอกสารถึงขั้นของ 6 Sigma โอกาสหรือความผิดพลาดในการส่ง เอกสารผิด

จะมีเพียงแค่หนึ่งครั้งเท่านั้นเอง

จะเห็นได้เลยว่าถ้าองค์กรของ ท่านสามารถทำได้ถึงขั้นของ 6 Sigma จริงๆ ก็จะทำให้การทำงาน

ขององค์กรท่าน ก้าวถึงขั้นของความ เกือบสมบูรณ์ นั่นก็คือแทบจะไม่มี ความแปรปรวนเกิดขึ้น และตรงเป้า

หมายทุกครั้ง

ซึ่งจะส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ต้น ทุนในการดำเนินงานลดลง เนื่อง

จากไม่ต้องมีต้นทุนในการแก้ไขความผิดพลาดหรือความแปรปรวน ที่เกิดขึ้น

ซึ่งก็ตรงกับหลักในเรื่องของคุณภาพ คือถ้าทำถูกตั้งแต่แรกจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าที่จะต้องมาแก้ไขภายหลัง

ในการที่องค์กรใดคิดที่จะนำเอา 6 Sigma มาใช้อย่างจริงจัง คงจะต้องมีการอบรมและพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาภายในเกี่ยวกับ 6 Sigma หรือศัพท์ที่ทาง 6 Sigma เรียกกันว่า "Black

Belt" ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีในหลักการเกี่ยวกับ 6 Sigma และมีความเชี่ยวชาญพอตัวในด้าน

ของการวิเคราะห์ทางสถิติ

เท่าที่ทราบถ้าจะส่งคนไปอบรมเพื่อให้เป็น Black Belt จะต้องส่งไปอบรมในอเมริกา

ผมไม่ทราบว่าในปัจจุบันมีสถาบันเพื่ออบรมด้าน Black Belt ในไทยหรือ ยัง ในต่างประเทศยังมีตำแหน่ง

"Master Black Belt" ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาของ Black Belt ต่างๆ ด้วย ส่วนในไทยจะมีคนที่เป็น

Master Black Beltเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

เป็นอย่างไรบ้างครับ แนวคิดของ 6 Sigma ท่านผู้อ่านคงจะเห็น เหมือนกันว่า โดยหลักการแล้ว 6 Sigma

ก็มีลักษณะและหลักการที่คล้ายและใกล้เคียงกับแนวคิดทาง การจัดการอื่นๆ

ทั้งในแง่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า และปรับเปลี่ยนกระบวนการในการ

ดำเนินงานภายในให้สมบูรณ์ที่สุด

เพียงแต่หลักการของ 6 Sigma มุ่งเน้นที่การมีความแปรปรวนและความผิดพลาดที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โดยการนำหลักการทางด้านสถิติเข้ามาช่วยใน การจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล

ท่านผู้อ่านสามารถที่จะนำหลักการเบื้องต้นเหล่านี้ไปปรับใช้กับองค์กรท่านได้โดยไม่ต้องตั้งเป้า ให้ถึง 6 Sigma

ก็ได้นะครับ

ที่มา......หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved