free web hosting | free website | Business WebSite Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 บรรษัทธรรมาธิบาลมีจริงหรือ?

การตกแต่งเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขบัญชี เพื่อทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริหารระดับ

สูงที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของหุ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

นี่คงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดังที่เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก จากกรณี

ของบริษัท Enron, World Com, Xerox และอื่น ๆ ข้อเท็จจริงก็คือ การตกแต่งบัญชีของบริษัทต่างๆ รวมทั้ง

บริษัทในตลาด หุ้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ในอดีต ขนาดของความรุนแรงนั้นมีไม่มาก เพราะมูลค่าตลาดยัง

ไม่สูงอย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ รวมทั้งไม่ได้มีการเผย แพร่เปิดโปงให้เป็นที่รู้กันดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ

เร็วๆ นี้

ก่อนอื่น ขอพูดถึงบทบาทของ ตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์ก่อน ตลาดหุ้นนั้นถูกออกแบบให้เป็นแหล่งเงิน

ทุนราคาถูกที่สุดสำหรับเถ้าแก่ (เจ้าของ) หรือผู้บริหารบริษัท เมื่อเปรียบเทียบกับการกู้ยืมเงินจาก สถาบัน

การเงิน (ธนาคาร บริษัทการเงิน) หรือการออกพันธบัตรหุ้นกู้ โดยบริษัทเอง เพราะการไปเอาเงินจากตลาดหุ้น

เถ้าแก่ หรือผู้บริหาร บริษัทแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย นอกจากค่าโฆษณาประชาสัม พันธ์

ค่านายหน้า หรือค่าจ้างสถา-บันการเงินขายหุ้นของบริษัทตน ซึ่ง น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นที่

เสนอขายในตลาดครั้งแรก เช่น ตั้งราคาพาร์ไว้ 10 บาท แต่เสนอขาย ในตลาดครั้งแรกถึง 30-70 บาท

เรียกว่าได้กำไรอย่างมหาศาลตั้งแต่ 3-400% จนเป็น 1,000% ก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น

หรือ Boom Economy ซึ่งไม่มี ธุรกิจใดสามารถทำกำไรได้มากขนาดนั้นในช่วงเวลาสั้นๆ

ตัวอย่างเช่น บริษัท เจียฮุ่ย (เพิ่มพูนความรู้) จำกัด (มหาชน) ต้องการนำหุ้นของตนจำนวน 100 ล้านหุ้นไป

ขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยกำหนดราคาพาร์ไว้ที่ 10 บาท และจ้างสถาบันการเงิน 2-3 แห่งเพื่อ ขายให้หุ้น

ในราคาเริ่มแรก (Initial Price Offering) 30บาท

บริษัทเจียฮุ่ยก็ได้เงินไปทันที 3,000 ล้านบาท มากกว่ามูลค่าหุ้นตามราคาถึง 2,000 ล้านบาท หรือกำไร

2,000 ล้านบาท โดยแทบไม่ต้องทำอะไรมาก ผู้บริหารบริษัท และพนักงานซึ่งมีสิทธิซื้อหุ้นในราคาพาร์ก็ได้

้กำไรคนละ 200%ทันที

จากนั้นเมื่อนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ราคาหุ้นก็เปลี่ยน แปลงไปตามผลประกอบการของ บริษัทฯ

ที่ประกาศทุกๆ ไตรมาส หรือการเก็งกำไรของบรรดานักเก็งกำไรซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ผู้ซื้อในนามสถาบันทั้งใน

และต่างประเทศ หรือ ร่วมกัน (ผู้ซื้ออาจเป็นเถ้าแก่ ผู้บริหาร หรือพวกบริษัท Hedge Funds ฯลฯ)

ยิ่งบริษัทมีผลประกอบการดี มีผลกำไรมาก ราคาหุ้นก็ย่อมถีบ ตัวพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็จะส่งผลให้ผู้

บริหารได้รับผลตอบแทนสูง ทั้งในรูปเงินเดือน โบนัส และหุ้น

นี่เองคือเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้บริหารจึงต้องทำให้ผลประกอบการ ของบริษัทดีอยู่เสมอ และเป็นบ่อเกิดให้เกิด

การโกงโดยการตกแต่งบัญชี เพราะการกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้บริหารได้รับผลตอบแทนอย่างงด งามโดยเฉพาะ

กำไรจากการขายหุ้น

สำหรับการขึ้นลงของราคาหุ้นประการที่สองก็เกิดจากการเก็งกำไรของพวกนักเก็งกำไรซึ่งปัจจุบันปัจจัย

ประการหลังนี้มีบทบาทมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการแยะ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ราคาหุ้นในตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งบรรดาบริษัท High-Tech และ Dot Com

จดทะเบียนอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดมีผล ประกอบการขาดทุน

แต่ราคาหุ้นก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างปี 1993-1998)

เหตุที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสวนทางกับผลประกอบการก็คือ การเก็งกำไรที่คาดหมายว่า บริษัท High-Tech และ Dot

Comจะมีกำไรในอนาคต

ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือที่ได้รับฉายานามว่า "แมงเม่า" หรือ "แมลงเม่า"

ก็คือเหยื่อของบรรดานักเก็งกำไรหรือผู้บริหาร ถ้าเป็นแมง เม่าที่ฉลาด

และไม่โลภก็มีสิทธิ์ทำกำไรจากตลาดหุ้นเช่นกันแต่เป็นจำนวนน้อยมาก

แต่ถ้าเป็นแมงเม่าที่ไม่ค่อยจะรู้อะไร และยังมีความโลภซึ่งเป็น

แมงเม่าส่วนใหญ่ก็จะประสบกับความหายนะหรือขาดทุนอย่างย่อยยับ

ผมว่าคนที่ตั้งฉายานามผู้ถือหุ้นรายย่อยว่า "แมงเม่า" นั้น ตั้งได้ดีมาก เพราะตลาดหุ้นก็เปรียบเสมือนกองไฟ

บรรดานักเก็งกำไร หรือผู้บริหารก็คือ ผู้เติมเชื้อไฟ หรือ ดึงเชื้อไฟออกจากกองไฟ

ผู้เล่นรายย่อยก็ย่อมเป็นแมงเม่าที่เข้ามาเล่นกับกองไฟนั่นเอง

เวลานักเก็งกำไร หรือผู้บริหาร เติมเชื้อไฟเข้าไปมาก กองไฟก็จะลุก

โชติช่วงซึ่งก็จะดึงดูดให้เหล่าแมงเม่าบินเข้ามาเล่นอย่างมากมายและล้มตายอย่างดาษดื่น

เวลานักเก็งกำไร และผู้บริหาร ดึงเชื้อไฟออกไป พวกแมงเม่าก็บินเข้ามาเล่นน้อย

การบาดเจ็บล้มตายก็เกิดขึ้นน้อย

นี่คือ คำอธิบายว่าทำไมตลาด หุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเคยได้รับการยกย่อง ว่า เป็นตลาดหุ้นที่มีกฎระเบียบ

มีการตรวจสอบ และเป็นระบบที่โปร่ง ใสตามหลักธรรมาภิบาลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกจึงกำลังจะล่มสลาย

คาดว่า มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเคยมีมากกว่ารายได้ผล ผลิตรวมประชาชาติสหรัฐฯถึง 200%

ก็อาจลดลงเหลือ 50%-100% ของรายได้รวมประชาชาติ นั่นหมาย ความว่า คนครึ่งหนึ่งในสังคมสหรัฐฯ

รายได้ของตนจะหายไปกว่า ครึ่งหรือมากกว่านั้น

นี่ยังไม่นับคนที่จะตกงานอีกจำนวนหลายล้าน หากมูลค่าหุ้น ในตลาดตกไปเรื่อย ๆ จนต่ำกว่า 5,000 จุด

จะส่งผลจิตวิทยาอย่างรุนแรงติดตามมา ทำให้อเมริกันชนซึ่งปรกติชอบใช้จ่ายเงินเกินตัวจะตัดการใช้จ่ายลง

ผลกระทบในรูปโดมิโนที่จะตามมาอีกอย่างก็คือ จะเกิด Personal Non-Performing Loan หรือ PNPL

หรือการเบี้ยวหนี้ของปัจเจกบุคคลอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

เพราะไม่มีเงินใช้หนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากการใช้เงินเกินรายได้

ผลกระทบทางลบทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ในปี 1929

หากจะเปรียบเทียบกับร่าง กายมนุษย์ สหรัฐฯ ก็กำลังเป็นโรค มะเร็งในระยะที่ 4

ซึ่งโอกาสจะรอดแทบเท่ากับศูนย์ นอกจากเกิดปาฏิหารย์เท่านั้น

บทความพิเศษในนิตยสาร BusinessWeek ฉบับวันที่ 6 พ.ค. 2002 เรื่อง How To Fix Corporate Governance

เป็นเรื่องที่น่า สนใจมาก เป็นการวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดหุ้นหรือตลาดทุนสหรัฐฯ

นี่คือข้อดีมากๆ ข้อหนึ่งของสังคมสหรัฐฯ แม้ว่าสื่อมวลชนจะเป็นของพวกนายทุนเชื้อสายยิวก็ตาม

แต่ก็มีการสะท้อนความเป็น จริงของสังคมสหรัฐฯ ออกมาเป็นระยะๆ

พนักงาน และผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีความคิดตรงกันหมดว่า

พวกตนกำลังถูกหักหลัง ทรยศจากผู้บริหารของบริษัท พวกเขาไม่แน่ใจว่า หุ้นที่พวกเขาถืออยู่นั้น แท้ที่จริง

มันมีมูลค่าเท่าใดกันแน่หรือพวกเขาจะสามารถเชื่อใจในคำพูดของผู้บริหารคนใดได้อีก

หนังสือรายงานผลประกอบการประจำปี ที่บริษัททั้งหลายทำออกมาอย่างสวยหรู ตัวเลขทางบัญชีที่รายงานนั้น

เป็นตัวเลขที่แท้จริง??? หรือเป็นตัวเลขเทียมที่เกิดจากการตกแต่ง???

ขณะนี้สิ่งที่พวกเขาสามารถสรุปได้ก็คือ ระบบหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาดหุ้นนั้นไร้ประสิทธิภาพ

ไม่สามารถควบคุมหรือลงโทษผู้บริหารที่คดโกงได้เลย

นับตั้งแต่ที่กรณีบริษัท Enron ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ถูกเปิดโปงว่า ตก แต่งบัญชี มาจนถึงทุกวันนี้ก็ปาเข้า

ไปกว่าครึ่งปี ยังไม่มีผู้บริหารของ บริษัทใดเลยแม้แต่คนเดียวที่ถูกลงโทษทางกฎหมาย

ช่างเหมือนกับประเทศไทยไม่มีผิด เพียงแต่ของไทยเกิดก่อนสหรัฐฯ 5 ปี จนกระทั่งบัดนี้ก็ไม่มีผู้บริหาร

หรือเถ้าแก่คนใดของสถา บันการเงินทั้งหลายร่วม 60 แห่งถูกลงโทษทางกฎหมายเลย

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีผู้บริหารที่ดี นะครับ อย่างเช่น คุณผุสดี ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาสยาม สแควร์

ที่เห็นผมไปยืนคอยอยู่หน้า ธนาคารในเวลา 8.20 น.(ผมคิดว่าธนาคารจะเปิดในเวลา 8.30 น.จึงไปยืนรอ

แต่พออ่านป้ายก็พบว่าเวลาเปิดของธนาคารคือ 9.00 น.) เธอจึงเดินมาหาแล้วสอบถามว่า

ผมต้องการใช้บริการอะไรจากธนาคาร

ผมก็ตอบเธอว่า "ผมต้องการมาชำระหนี้ในบัตรเครดิตของธนา คาร แต่ไม่ได้นำบัตร ATM มา รวม

ทั้งไม่ได้นำเงินสดมาเพียงพอที่จะใช้บริการชำระเงินโดยเครื่องอัตโนมัติ"

เธอถามผมกลับว่า "เป็นลูกค้า บริการ Online ของธนาคารหรือยัง" ผมก็บอกว่า "ยังไม่ได้เป็น" คุณ

ผุสดีก็เชิญผมเข้ามาในธนาคารเพื่อ สมัครใช้บริการดังกล่าวโดยบอกว่า

"เป็นบริการที่ธนาคารเสนอให้กับลูกค้าโดยไม่คิดสตางค์"

ผมจึงได้เข้าไปในธนาคารเพื่อ กรอกใบสมัคร และเมื่อถึงเวลา 9.00 น.ก็ได้ชำระหนี้ของบัตรเครดิต

ทั้งที่เมื่อก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผมมีปัญหากับฝ่ายบัตรเครดิตของธนา-คาร เนื่องจากธนาคารมาคิดดอกเบี้ย

และการจ่ายเงินล่าช้ากับผม ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคาร

(ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของธนาคารหรือการสื่อสารฯ)

บริการที่เธอเสนอให้กับลูกค้า ก็ทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นกับธนาคาร ถ้าธนาคารมีผู้บริหารดีๆ

อย่างคุณผุสดี สงสัยคงชนะธนาคาร อื่นๆ เป็นแน่ เพราะลูกค้าคงไม่หนี จากไปที่อื่น

ที่มา....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved