free web hosting | free website | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 Manager`s Handbook

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โลกาภิวัตน์ การที่จะเป็นผู้จัดการ

หรือผู้บริหารมืออาชีพที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด หรือนายจ้าง จะต้องเป็นบุคคล ที่มีความรอบรู้หรือ

ความสา-มารถหลายด้าน

บุคคลที่มีทัศนคติคับแคบ หรือไม่สนใจใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ หรือมีความชำนิชำนาญเชี่ยวชาญแค่ อย่างเดียว

ก็คงไม่สามารถจะเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารได้

แตกต่างจากในอดีต ที่ผู้จัดการหรือผู้บริหารไม่จำเป็นต้องมีความรอบรู้ หรือความสามารถหลากหลาย

รู้แค่งานที่ตนรับผิดชอบ ก็เพียงพอแล้ว ตัวอย่างเช่น

หากเป็นผู้จัดการด้านการตลาดก็รู้เฉพาะเรื่องการตลาดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปมีความรู้เรื่องการเงิน

เรื่องเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (IT=Information Technology) หรือ

เรื่องการบริหารงานบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์แต่อย่างไรทั้งสิ้น

Robert Heller บรรณาธิการของนิตยสาร "Management Today"

ซึ่งเป็นนิตยสารการบริหารจัดการชั้นนำของอังกฤษ รวมทั้งเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดหลายเล่ม เช่น

Naked Manager และ In Search of European Excellence ได้ชี้ให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ว่า

ทุกวันนี้ ผู้จัดการแผนก หรือฝ่ายหนึ่งคงไม่สามารถจะบรรลุถึงเป้าหมายด้วยตนเองอีกแล้ว

จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารในแผนก หรือฝ่ายอื่นๆ

เหตุผลก็เพราะลูกค้าสมัยนี้มีความรู้ และความสนใจในเรื่องคุณภาพของสินค้า และบริการมากขึ้น

รวมทั้งกระบวนการ หรือขั้นตอนต่างๆ ที่จะต้องประสบหากจะตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการ จากบริษัท

ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากำลังพิจารณาจะซื้อรถ สมมุติว่า ระหว่างรถญี่ปุ่นกับเยอรมัน

ข้อมูลที่ลูกค้าจะนำไปคิดเพื่อตัดสินใจ ก็คือ คุณภาพของรถเมื่อเปรียบเทียบกับราคา บริการหลังการขาย

ความสะดวกสบายในการเลือกใช้ศูนย์บริการ มารยาทของพนักงานขาย และพนักงานต้อนรับ

ราคาของอะไหล่ตลอดจนราคารถเมื่อต้องการขายต่อ

ท่านผู้เขียนอธิบายว่า ผู้ที่เลือกอาชีพเป็นลูกจ้าง หรือมนุษย์เงินเดือนจำเป็น ต้องพัฒนาความชำนิชำนาญ

หรือความรู้ความสามารถที่ทำให้ตนเองสามารถทำงานได้ตลอดชีวิต เนื่องจากโอกาสที่จะหา

องค์กรซึ่งว่าจ้างพนักงานระยะยาวจนกระทั่งเกษียณ หรือตลอดชีพอย่างองค์กรในอดีตนั้นเป็นไปได้ยากมากๆ

คุณ Robert บอกว่า ต้องอย่าจำกัดความคิดตัวเอง เปิดความคิดให้กว้าง พยายามขวน ขวายหาความรู้

และความชำนิชำนาญใหม่ๆ ตลอดเวลา และอย่าคิดว่า มีองค์กรที่ดีที่สุดเพียงแห่งเดียว เพราะในความเป็นจริง

องค์กร ที่ดีที่สุดนั้นมีมากมายอย่าไปยึดติด (ผมเขียนเอง)

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องรู้จักตัวเองเสียก่อนว่า ตัวของเรานี้มีจุดแข็ง และจุดอ่อนอะไรบ้าง

โดยการวิเคราะห์ตนเองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุเป็นผล ไม่เข้าข้างตัวเอง

ซึ่งทำได้โดยการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา และพูดอย่างเปิดอกกับเพื่อนๆ ที่อยู่รอบๆตัวเรา

คุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารจำเป็นต้องมีก็คือ มนุษยสัมพันธ์ที่ดีซึ่งเป็นปัจจัย

หรือกุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความสุข

การที่ผู้บริหารจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีนั้น ต้องเป็นคนที่มีอารมณ์ดี สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

หรือมีสติปัญญาทางอารมณ์ (Emotional Intelligence "EI")

ซึ่งจะทำได้ก็ต้องอาศัยการฝึกจิตด้วยหลักแห่งธรรม (ฝ่าหลุนกงก็เป็นวิธีฝึกจิตที่ได้ผลวิธีหนึ่ง)

ผู้บริหารบางท่านไม่สนใจเรื่องนี้เลยเพราะถือว่า ตนเองมีความอำนาจอยู่ในมือ หรือมีอำนาจเหนือผู้อื่น

ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ

หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนไม่สนใจที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้องภายในองค์กร

สนใจแต่เอาใจรับใช้พวกนักการเมือง เพราะนักการเมืองเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โยกย้าย หรือปลด

นี่เองคือคำตอบว่า ทำไมรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานราชการ จึงล้าหลัง เป็นเต่าล้านปีจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

Robert เน้นว่า การสื่อสารคือปัจจัยสำคัญของการเป็นผู้นำ และผู้บริหารที่ดี

และการสื่อสารที่ดีนั้นต้องเป็นการสื่อสารแบบสอง ทางไม่ใช่จากบนลงล่าง

หรือจากล่างขึ้นบนรวมทั้งต้องต่อเนื่องสม่ำเสมอ

วิธีการสื่อสารนั้นต้องเป็นแบบไม่เป็นทางการ ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายสบายๆ และเป็นมิตร

ไม่ใช่ในรูปแบบนายกับลูกน้อง

นอกจากนี้ ผู้จัดการยังต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางสรีระ ระหว่างการพูดคุยกับลูกน้องด้วย

โดยเฉพาะเรื่องสายตา เช่น เวลาพูดต้องสบตาลูกน้องแต่อย่าจ้องเพราะจะทำให้ลูกน้องเกร็ง หรือ

เหลือบตามองเพราะเป็นการแสดงถึงความไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญ

รวมทั้งต้องยิ้ม และมีสีหน้าที่สดชื่นแจ่มใส เพื่อสร้างบรรยากาศ แบบเป็นกันเอง ปลอดโปร่ง และไม่เครียด

สถานที่สื่อสารนั้นก็มีความสำคัญ การที่เราเดินไปพบปะพูดจา ในสถานที่ของเขานั้นแสดงว่า เราให้เกียรติ

หรือให้ความสำคัญกับเขา ตัวอย่างเช่น กรณีที่ประธานาธิบดี Richard Nixon

ของสหรัฐฯเดินทางไปหาประธานเหมาเจ๋อตุงถึงเมืองจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2515

ทั้งๆที่สหรัฐฯเป็นชาติหนึ่งในสองอภิมหาอำนาจขณะนั้น

แต่ถ้าเราเรียกเขามาพบในที่ทำงานของเรานั้น เป็นการแสดงถึง ความเหนือกว่า

สำหรับผู้จัดการซึ่งมีตำแหน่งเหนือกว่าลูกน้องอยู่แล้ว น่าจะเดินไปหาลูกน้องที่โต๊ะ

หรือห้องทำงานของลูกน้องมากกว่าเรียกลูกน้องมาหาที่ห้อง

ยกเว้นกรณีที่ต้องการพูดอะไรเป็นการส่วนตัว และไม่ต้อง การให้ลูกน้องคนอื่นๆ ได้ยิน

ท่านผู้อ่านสามารถหาซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ที่ เอเชียบุคส์ ในราคา 950 บาท

ที่มา......หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ



 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved