จัดระเบียบผลตอบแทนผู้บริหารเพื่อลดการโกงกิน
ข้อเสนอข้อแรกของนิตยสาร Business Week ฉบับวันที่ 6 พ.ค.2545
เรื่องการลดช่องว่างเรื่องรายได้ระหว่างผู้บริหารสูงสุดขององค์กรหรือ
CEOกับพนักงานระดับล่างสุดน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่สร้างความเป็นธรรมให้มีมากขึ้นตามหลักบรรษัท
ธรรมาภิบาล
เหตุผลว่าทำไมจึงมีความจำเป็นต้องลดช่องว่างเหล่านี้ลงก็เพราะความกว้างของช่องว่างถ่างกว้างออกไปทุกปี
ตัวอย่างเช่น เงินเดือนของผู้บริหารสูงสุดของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯสูงกว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ย ของ
พนักงานโรงงานถึง 411เท่า
สมมุติว่า เงินเดือนโดยเฉลี่ยของพนักงานโรงงานเท่ากับปีละ 30,000 เหรียญ ผู้บริหารสูงสุดก็จะฟาดเข้า
ไปมากกว่าปีละ 12 ล้านเหรียญ
แต่ถ้ารวมค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ เช่น โบนัส หุ้น ค่ารับรอง ค่า เช่ารถประจำตำแหน่งหรือเครื่องบินส่วนตัว
รายได้ของผู้บริหารสูงสุดจะห่างไกลจากเงินเดือนโดยเฉลี่ยของพนักงานโรงงานชนิดเหมือนฟ้า กับดิน เช่น
ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท Walt Disney ก็ปาเข้าไป 167 ล้าน เหรียญ ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงาน
ระดับล่างก็ตกราว 50,000เหรียญเท่านั้น
สำหรับประเทศไทยเราก็เช่น เนื่องจากเราไปลอกเลียนแบบ หรือ
เดินตามก้นสหรัฐฯรายได้ของผู้บริหารสูงสุดก็ฉีกกว้างห่างจากพนักงานระดับล่างมากขึ้นแทบทุกปี
ถ้าไม่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐ กิจซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี
1997ป่านนี้รายได้ของผู้บริหารสูงสุดคงทิ้งห่างจากพนักงานระดับล่างชนิดไม่เห็นฝุ่นเช่นเดียวกับที่ได้เกิดขึ้น
ในสหรัฐฯ
BusinessWeek รายงานเพิ่ม เติมว่า ทุกครั้งที่มีการปรับโครง สร้างเงินเดือนในทศวรรษที่ 90 เงิน
เดือนของพนักงานระดับล่างเพิ่มขึ้น เพียง 3.6% ต่อปี หรือ 36% ในรอบ 10ปี
ขณะที่เงินเดือนของผู้บริหารสูงสุดขึ้นไปถึงปีละ 34% หรือเท่ากับ 340% ในระยะเวลา 10 ปี ทั้งๆ
ที่ตัวฐานเงินเดือนของผู้บริหารสูงสุด ใหญ่กว่าฐานเงินเดือนของพนักงานระดับล่างเป็นร้อยเท่าอยู่แล้ว
แค่ขึ้นในอัตรา % ที่เท่ากัน จำนวนเงินของผู้บริหารสูงสุดก็มากกว่าจำนวนเงินของพนักงานมหาศาล
รายได้เกินขนาดของผู้บริหารระดับสูง และสูงสุดที่บริษัทจ่ายให้นั้นทำให้ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะผู้ถือหุ้น
รายย่อยรู้สึกว่า พวกตนถูกบริษัทหรือผู้บริหารเหล่านี้เอาเปรียบ
คนเหล่านี้จึงได้รวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทลดค่าตอบแทนพิเศษและเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูง
โดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุดลง
บริษัทจำนวนหนึ่งได้แก้ไขปัญหานี้โดยการให้หุ้น แทนที่จะเพิ่มเงินเดือนให้อย่างมากมายเหมือนกับในอดีต
โดยวางกติกา หรือเงื่อนไขไว้ดังนี้คือ หากผู้ถือหุ้น ได้รับผลกำไร ผู้บริหารสูงสุดก็จะได้
รับผลตอบแทนอย่างงดงามทั้งในรูปหุ้นเงินเดือนและโบนัส
ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูฟู่ฟ่า ตลาดหุ้นก็พุ่งทะยานขึ้นเหมือนกับกระทิงหนุ่ม ผู้ถือหุ้น
และผู้บริหารต่างก็ได้รับอานิสงฆ์จากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นสูง
แต่พอเศรษฐกิจตกสะเก็ดตั้งแต่กลางปี 2543 ตลาดหุ้นก็เปลี่ยน จาก"กระทิงหนุ่ม" เป็น "หมีแก่" ที่เดินไป
หกล้มไป ราคาหุ้นก็ดิ่งลงเหว ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยก็เจ๊งไปตามๆกัน
ที่แปลกก็คือ ผู้บริหารกลับยังสบายดีโดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด ขนาดบริษัทเจ๊งหรือล้มละลาย ราย
ได้ของผู้บริหารก็ไม่ได้ลดลง อาจกล่าวได้ว่าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป
กรณีของบริษัท Enron และบริษัทอื่นๆ ทั้งในตลาดหุ้น Dow Jones และ Nasdaq
เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่กำลังจะเจ๊ง และล้มละลาย แต่ก่อนที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน
และผู้ถือหุ้นซึ่งจะทำให้ราคาหุ้น จะตก
ผู้บริหารระดับสูงซึ่งรู้ข้อมูลล่วงหน้าอยู่แล้วอย่างน้อยก็ 2-3 ปี
ได้ทำการตกแต่งบัญชีปั่นราคาหุ้นให้สูงเข้าไว้เพื่อหลอกขายหุ้นเอากำไรรวมทั้งได้ผลตอบแทนที่สูง
เนื่องจากหุ้นมีราคาดี
ลำพังแค่คณะผู้บริหารคงไม่สามารถจะหลอก หรือต้มตุ๋นตลาด หุ้นได้นานเป็นระยะเวลาหลายปี
หากผู้ตรวจสอบทั้งภายใน และภาย นอกไม่ให้ความร่วมมือ เช่น แกล้ง มองไม่เห็นเสีย หรือประเภทเอาหูไป
นา เอาตาไปไร่ รวมทั้งคณะกรรมการบริษัทที่ละเลยหน้าที่การเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นที่ดี
ตลอดจนการปิดกั้นข้อมูลไม่ให้ผู้บริหารระดับกลางและพนักงานเข้าถึงข้อมูลที่สงวนไว้สำหรับผู้บริหาร
ระดับสูงเท่านั้น
ที่แย่ที่สุดก็คือ นักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลายทั้งจากสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง องค์กรจัดลำดับความน่าเชื่อถืออย่าง
Moody และ S&P 500 หรือสื่อมวลชนที่เชี่ยวชาญเรื่อง นี้เช่น นสพ. WallStreet, Financial Times นิตยสาร
Fortune และ Forbes ฯลฯ ต่างให้คำแนะนำอย่างผิดๆ
บางฉบับถึงกับยกย่องให้บริษัท Enron เป็นบริษัทชั้นดีเยี่ยม
หรือดีเด่นเหมาะสำหรับนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นทั้งหลาย
นี่คือตัวอย่างอานุภาพของความโลภ หรือการแสวงหาจากภายนอกซึ่งจะเป็นการแสวงหาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เงินซึ่งมนุษย์ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกแทนการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งมีความยุ่งยาก
กลับกลายเป็น "นาย"ของมนุษย์
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์กลายเป็นทาสของเครื่องมือที่พวกตนสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้
ข้อแตกต่างประการสำคัญอีกประการหนึ่งระหว่างผู้ถือหุ้น กับผู้บริหารก็คือ ผู้ถือหุ้นมีความเสี่ยงใน
การเข้ามาซื้อ-ขายหุ้น (เป็นเจ้าของเงิน)
ขณะที่ผู้บริหารนั้นได้หุ้นมาฟรีๆ จากผลงานการบริหาร ดังนั้นผู้บริหารไม่มีความเสี่ยงในเรื่องนี้
ถ้าปีไหนบริหารดี บริษัทมีกำไร มาก ผู้บริหารก็ได้รับผลตอบแทนในรูปของหุ้นเป็นรางวัลมาก ปีไหน
บริหารไม่ค่อยดี หรือแย่ พวกท่านก็อาจไม่ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดังกล่าว หรือหากได้ก็ได้น้อย
เมื่อเงื่อนไขเป็นเช่นนี้ ผู้บริหาร ก็ต้องพยายามทุกวิถีทางรวมทั้งการ ตกแต่งบัญชี หรือตัวเลขเพื่อทำให้
ผู้ถือหุ้น และตลาดหุ้นเห็นว่า บริษัทที่พวกตนบริหารนั้นมีผลประกอบการดี มีกำไรงาม
หุ้นจะได้มีราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาดหุ้น
บางบริษัทมีพฤติกรรมปก ป้องผู้บริหารทั้งๆ ที่ผู้บริหารทำงาน ผิดพลาดจนบริษัทประสบกับความ
ขาดทุนหรือกำไรหดลงมหาศาล
ตัวอย่างเช่นธนาคารขนาดใหญ่ของไทยในสมัยหนึ่ง ทั้งๆ ที่ผล
ประกอบการตกต่ำจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดจนเกือบจะขาดทุน
คณะกรรมการธนาคารยังดันอนุมัติให้ขึ้นเงินเดือนผู้บริหารสูงสุด จาก 7 แสนบาท เป็น 1.2 ล้านบาท
และขึ้นเบี้ยประชุมของกรรมการธนาคารจาก 5,000 บาทเป็น 50,000 บาท
พฤติกรรมของคณะกรรมการ ธนาคาร และผู้บริหารสูงสุดที่ไร้ยาง อาย ไร้จิตสำนึก และไร้จรรยาบรรณ
อย่างนี้ท่านผู้อ่านคิดว่าจะเรียกอย่างไรดีครับ
นี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมธนาคารแห่งนั้นจึงยังคงมีผลประกอบการที่ย่ำแย่อยู่จนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างของธนาคารดังกล่าวเป็นเพียงปลายเล็กๆ ของภูเขาน้ำ
แข็งขนาดมหึมาที่โผล่มาให้เห็นเท่านั้นยังมีธนาคารอีกหลายแห่งที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันนี้
ถึงเวลาแล้ว (ว่าที่จริงสายไปด้วยซ้ำไป) ที่กลต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเข้ามาสร้าง กฎ
หรือกติกาควบคุมพฤติกรรม และการให้ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ของผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้บริหารสูงสุด

|