รูปแบบทางธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมมักจะได้รับคำถาม
อยู่เสมอว่า กำลังจะเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าจะเตรียมการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องบัญชี เลยเห็นว่าน่าจะกล่าวถึงเรื่องนี้
ไว้สำหรับเป็นข้อมูลประกอบความเข้าใจ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะกำลังวางแผนจะทำ
ธุรกิจของตนเองอยู่เหมือนกัน
ณจุดเริ่มต้นผมคิดว่าต้องถามและตอบคำถามพื้นฐานกับตัวเองก่อนดังนี้
ธุรกิจที่เราอยากจะทำนั้นคือธุรกิจเกี่ยวกับอะไรเป็นไปได้ในเชิงการตลาดข้อนี้สำคัญที่สุด
ลักษณะของกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร
ขนาดและเงินทุนหมุนเวียน
จำนวนบุคลากรหรือพนักงานในบริษัท
มีใครถือหุ้นร่วมกับเราบ้าง
คำถามเบื้องต้นเหล่านี้ เพื่อนำมาพิจารณาว่าเราควรจะใช้รูปแบบทางธุรกิจในรูปใด จะทำ
ในรูป กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือว่าบริษัท
จำกัด
รูปแบบทางธุรกิจที่พูดถึงนี้ มีผลต่อการวางแผนในการดำเนินธุรกิจ การจัดทำบัญชี การเสีย
ภาษีเงินได้และมีผลต่อการให้บริการหรือการขายสินค้าต่อลูกค้าทั้งสิ้น
เคยเห็นหลายๆ คนดำเนินการทางธุรกิจโดยไม่ได้วางแผนรูปแบบของกิจการไว้ก่อน
เร่งดำเนินการค้าการขายไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เตรียมการระบบต่างๆ ไว้รองรับ เมื่อถึงเวลา
จึงมาพบว่ารูปแบบที่ตนเองจัดตั้งขึ้นมาในตอนแรกนั้น ไม่เหมาะกับลักษณะของธุรกิจที่ตนทำ
และที่สำคัญทำให้ไม่มีการวางแผนภาษีอากรไว้เลย
รูปแบบทางธุรกิจแบบ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลนั้นตาม
กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องจัดทำบัญชี เพื่อนำส่งงบการเงินให้กับหน่วยงานราชการ
การเสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. ๙๐)
ซึ่งอัตราภาษีก็เป็นลักษณะอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ ร้อยละ ๕, ๑๐, ๒๐, ๓๐ และ ๓๗
ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนก็จะเป็นแบบเหมา ไม่ได้หักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยว่า เงินได้บางประเภทสามารถเลือกหักตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
หรือที่กรมสรรพากรเรียกว่า ตามจำเป็นและสมควรได้ แต่ก็มีหลักปฏิบัติที่จำง่ายๆว่า
หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรแล้ว ต้องจัดทำบัญชี เพื่อสรุปค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
และต้องเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐาน พร้อมสำหรับการตรวจสอบ
จากกรมสรรพากรด้วย
กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เป็นรูปแบบกิจการแบบง่าย
ขนาดไม่ใหญ่ กล่าวคือกิจการเจ้าของคนเดียวก็คือ เป็นตัวเราเอง ไม่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย
ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล ต่างออกมาหน่อยคือ ประกอบด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆ
คือ มากกว่า ๑ คน โดยหลักการแล้วห้างหุ้นส่วนสามัญ ต่างกับคณะบุคคลตรงที่ คณะบุคคล
มักจัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการใดๆ เป็นการเฉพาะ และมักจะไม่ได้มุ่งเพื่อ
การค้า และหากำไร และอาจจะยุบหรือเลิกเมื่อได้ทำกิจกรรมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
์ตามที่ตั้งใจแล้ว แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวจะหายไป และส่วนใหญ่ก็มักจะ
จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจกรรมเพื่อการค้าโดยทั่วไปทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคล
ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคล เกิดขึ้นโดยมีสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน และสัญญาจัดตั้ง
คณะบุคคลแล้วแต่กรณี เมื่อจัดตั้งแล้วหากมีรายได้ ก็จะต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
อากรจากกรมสรรพากร เมื่อครบรอบปีตามปีภาษี ซึ่งตรงกับปีปฏิทิน ก็ต้องนำส่งแบบ
ภ.ง.ด.๙๐ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงพาณิชย์
ส่วนกิจการเจ้าของคนเดียวนั้น ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาจัดตั้ง และยิ่งไม่ต้องจดทะเบียนกับ
กระทรวงพาณิชย์ ในแง่การเสียภาษีจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาซึ่งอาจเป็นในชื่อบุคคลนั้น
หรืออาจมีชื่อในทางการค้า ยกตัวอย่าง เช่น นายสำราญ ทำการค้าขายของชำ โดยตั้งชื่อ
ร้านว่า อรุณสวัสดิ์ อย่างนี้ก็ต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามร้านอรุณสวัสดิ์
เป็นต้น
ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทนั้น ในทางกฎหมายถือว่าเป็นนิติบุคคล เวลาจัดตั้งก็ต้อง
จดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์ และอยู่ในบังคับต้องจัดทำบัญชี และนำส่งงบการเงิน
แก่หน่วยงานราชการ อันได้แก่ กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์ มีรอบบัญชี ๑๒ เดือน
รอบบัญชีไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามปีปฏิทิน แต่ต้องกำหนดว่ารอบบัญชีของตนเริ่มและสิ้นสุด
วันที่เท่าไร เช่น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31มีนาคมแต่บังคับว่าต้องมี๑๒เดือน
ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดนั้นเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งใช้ฐานของกำไรสุทธิ
มาคำนวณภาษี ปัจจุบันอัตราภาษีร้อยละ ๓๐ ของกำไรสุทธิ และเป็นอัตราภาษีอัตราเดียว
ตายตัว
การจัดทำบัญชี และการเสียภาษีเงินได้ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด นั้นอาจกล่าว
ได้ว่าเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ส่วนที่แตกต่างกันของรูปแบบทั้งสองน่าจะอยู่ที่โครงสร้าง
และรายละเอียดที่จะนำมาเสนอในงบการเงิน และแบบของรายงานทางการเงิน เช่น
จะเรียกว่าผู้เป็นหุ้นส่วนสำหรับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และเรียกว่าผู้ถือหุ้นสำหรับบริษัทจำกัด
ส่วนว่าจะจัดตั้งในรูปใดนั้นคงจะต้องพิจารณาว่าโครงสร้างของทั้งสองรูปแบบนี้ มีข้อ
แตกต่างกัน กล่าวคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเป็นลักษณะที่คนสองคนขึ้นไปมาร่วมเป็นหุ้นส่วน
กัน คล้ายๆ กับมาลงขันกัน ส่วนบริษัทจำกัดจะเป็นลักษณะที่บริษัทมีการแบ่งทุนจดทะเบียน
ออกเป็นหน่วยย่อย และมีผู้เข้ามาซื้อหุ้นที่แบ่งนั้น เงินค่าหุ้นดังกล่าวถือว่าเป็นทุนของบริษัท
นอกจากนี้จำนวนหุ้นส่วน และความสัมพันธ์ของผู้เข้าร่วมหุ้น และขนาดของกิจกรรม
ที่จะทำก็เป็นปัจจัยที่จะใช้พิจารณาว่าจะจัดตั้งในรูปแบบใด ผมมีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันใน
ประเทศไทยนิยมจัดตั้งในรูปบริษัทจำกัดมากกว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากว่า
รูปแบบบริษัทจะเป็นที่ยอมรับมากกว่าและโครงสร้างก็ค่อนข้างจะเป็นทางการมากกว่า
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ประเด็นเพิ่มเติมก็คือ รูปแบบธุรกิจที่ว่ามาทั้ง ๕ แบบนั้น หากเข้าเงื่อนไขว่าประกอบ
กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายได้เกินกว่า ๑.๒ ล้าน
บาท แล้ว ก็ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มต่างหากอีก และมีหน้าที่
ความรับผิดชอบเฉพาะ ซึ่งโดยหลักๆ แล้วก็คือต้องยื่นเสียภาษีขายเมื่อมีการขายสินค้าหรือ
ให้บริการ และสามารถนำ ภาษีซื้อ ซึ่งจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ มาขอคืนได้
โดยใช้วิธีการนำภาษีขายมาหักภาษีซื้อ หากภาษีขายมากกว่า ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มเติมอย่าง
ที่เราคุ้นเคยกันดีแต่ประเด็นที่อยากจะบอกในที่นี้คือคนทั่วไปมักเข้าใจผิดอยู่๒ประเด็นคือ
ประเด็นแรก คือ เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แล้ว ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งความจริง
แล้วไม่จำเป็น แต่ในทางปฏิบัติ กิจกรรมส่วนใหญ่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่วนใหญ่
มักมีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้แล้ว กิจการส่วนใหญ่ต้องการเข้าระบบ
ภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อ ทำให้มักจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษี
มูลค่าเพิ่มในทันทีหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว
ประเด็นที่สอง รูปแบบธุรกิจชนิดที่มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา ก็อาจต้องจดทะเบียนภาษี
มูลค่าเพิ่มหากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นเข้าเงื่อนไขต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อได้ทราบลักษณะเฉพาะของรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ก็คงพอจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบ
การพิจารณาว่าจะจัดตั้งเป็นรูปแบบใดดี ทั้งนี้และทั้งนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เอื้อให้เกิด
ประโยชน์ มีความคล่องตัว และคงหนีไม่พ้นต้องพิจารณาเรื่องการวางแผนภาษีด้วย เท่ากับ
คุณต้อง Survey คร่าวๆ ว่าธุรกิจที่คุณจะทำมีภาระภาษีอย่างไรบ้างหากจัดตั้งในรูปแบบ
ต่างๆกัน
ตัวอย่างง่ายๆ หากคุณเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล
ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจแบบง่าย ขนาดไม่ใหญ่ รายได้ก็ควรจะมีจำนวนเงินไม่มากนัก และคุณก็จะ
ได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับการจัดทำบัญชีอย่างเต็มระบบ แต่ถ้าหากคุณมีกิจกรรมมาก มีรายได้
ค่อนข้างสูงแต่ฝืนธรรมชาติมาจัดตั้งเป็นกิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
หรือคณะบุคคล คุณอาจจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงถึงร้อยละ ๓๗ ในกรณีที่เงินได้สุทธิ
เกินกว่า ๔ ล้านบาท ในขณะที่หากคุณจัดตั้งเป็นรูปบริษัทแล้วสามารถนำค่าใช้จ่าย
ตามที่เกิดขึ้นจริงมาหักออกจากรายได้ แล้วจึงเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓๐ ของกำไรสุทธิ
อย่างนี้คงพอมองภาพออกนะครับว่า รูปแบบทางธุรกิจที่ต่างกัน จะก่อให้เกิดผลแตกต่างต่อ
ภาระภาษีสำหรับกิจกรรมการค้าที่เหมือนๆกันทันที
ที่มา......วิโรจน์ .เฉลิมวัฒนา

|