free web hosting | website hosting | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair ก. การบัญชี

ดูเหมือนข่าวเกี่ยวกับบัญชีจะดังไม่เลิก แถมตอนนี้

ข่าวที่เราเห็นได้ข้ามฟากจากทวีปอเมริกามาสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย เรื่องมาแตกเพราะเกิดการ "อุ้ม"

กันขึ้น (หมายถึงการลักพาตัวที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของผู้ที่ถูกลักพา)

ขณะนี้ ผลการสอบสวนยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นกล่าวว่า น่าจะเกิดจากการที่บริษัท

เลี่ยงภาษี และผู้ตรวจสอบภายในไปรู้เข้า จึงได้นำมาเป็นข้อต่อรองที่จะกรรโชกทรัพย์จนถูก "อุ้ม" ไป

แต่โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่

พอข่าวพูดถึงประเด็นทางด้านภาษี สิ่งแรกที่ทุกคนคิดถึงคือ ประเด็นทางด้านบัญชี เพราะในความรู้สึกของคน

ทั่วไป บัญชีกับภาษีนั้นเหมือนกับฝาแฝดอินจันที่แยกจากกันไม่ได้ (ฝรั่งเรียก Siamese Twins)

ความจริงบัญชีกับภาษีนั้น สามารถแยกกันได้

แถมหน้าตาของกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีก็ไม่เหมือนกันขนาดจะสามารถถือเป็นคู่แฝดที่เกิดจากไข่ฟอง

เดียวกัน (Identical Twins) ถ้าจะนับเป็นแฝดก็ต้องเกิดจากไข่คนละฟอง

ซึ่งหน้าตาแม้จะละม้ายคล้ายกันเพราะความเห็นพี่น้อง แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกันจนแยกไม่ออก

วิชาการบัญชี เป็นสังคมศาสตร์ (ศาสตร์ที่เกี่ยวกับมนุษย์และสังคมที่อาจพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา)

ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกิจ ส่วนวิชาภาษีอากร

นั้นเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งแตกย่อยออกจากวิชาการบัญชีเช่นเดียวกับศาสตร์อีกหลายแขนง เช่น การบัญชี

บริหาร การสอบบัญชี การตรวจสอบภายใน ฯลฯ (ดังนั้น เวลาที่เราเรียนบัญชี เราจึงต้องเรียนวิชาภาษีอากร

ไปด้วย เหมือนกับที่เราต้องเรียนบัญชีต้นทุนหรือสอบบัญชี)

แต่เหตุผลที่วิชาภาษีอากรกลับได้รับความสนใจจากคนส่วนใหญ่มากกว่าวิชาบัญชีที่เป็นแกน

ก็เพราะการจ่ายภาษีนั้นเป็นกฎหมาย

แถมยังสามารถให้คุณให้โทษกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอย่างปัจจุบันทันด่วนโดยไม่ต้องรอผลกรรมในชาติหน้า

วิชาภาษีอากรเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งอาจอิงกับหลักบัญชีหรือไม่อิงก็ได้

(แล้วแต่ว่าทางการจะเห็นควรอย่างไร) เราจึงมักพบว่า คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางภาษีต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย

และทนายที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางบัญชีก็ยังสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญทางภาษีได้

เราจะสังเกตว่า

ประเทศที่ไม่เน้นการนำข้อมูลในงบการเงินมาช่วยในการตัดสินใจมักจะเน้นการทำบัญชีและออกงบการเงิน

ตามกฎภาษี (ประมวลรัษฎากร) แทนที่จะปฏิบัติตามกฎบัญชี (มาตรฐานการบัญชี)

แต่สำหรับประเทศที่เน้นการออกงบการเงินเพื่อให้ "ผู้ใช้" นำข้อมูลไปช่วยในการตัดสินใจ เช่น

เพื่อให้เจ้าหนี้ใช้ในการตัดสินใจให้เงินกู้ เพื่อให้นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้น

หรือเพื่อให้พนักงานใช้ในการตัดสินใจสมัครงานหรือในการทำงานต่อ

ประเทศนั้นจะเน้นการออกงบการเงินที่เป็นไปตามกฎบัญชี ไม่ใช่กฎภาษี เพราะงบการเงินที่แสดงตามกฎบัญชี

จะแตกต่างจากงบการเงินที่แสดงตามกฎภาษี (พูดง่ายๆ ก็คือ "กำไรทางบัญชี" ที่แสดงในงบกำไรขาดทุนจะ

แตกต่างจาก "กำไรทางภาษี" ที่ใช้เป็นฐานในการเสียภาษี)

ก็ในเมื่อบัญชีกับภาษี จริงๆ แล้วคือ ศาสตร์แขนงเดียวกัน แล้วทำไมนักบัญชีจึงต้องทำเรื่องให้ยุ่งยาก

โดยออกกฎโน้นกฎนี้ให้ไม่เหมือนกัน ?? ทำไมไม่ใช้กฎภาษีในการออกงบการเงินไปเลยเพื่อความสะดวก ?

หรือนักบัญชีต้องการให้คนทั่วไปงง ตัวเองจะได้มีงานทำ ?

ก็จริงอยู่ที่ คนยิ่งงงเท่าไร นักบัญชีก็ยิ่งมีงานทำเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลว่าทำไม กฎบัญชีกับกฎภาษีจึงไม่

เหมือนกัน (ในบางข้อ)

เหตุผลแท้จริงอยู่ที่จุดมุ่งหมายในการออกกฎ กฎบัญชีเน้นการนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจ

แต่กฎภาษีเน้นการจัดเก็บภาษีและการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล

กฎบัญชีเน้นข้อมูลที่จะทำให้ "ผู้ใช้งบการเงิน" ตัดสินใจไม่ผิดพลาด ดังนั้น งบการเงินจึงต้องให้ข้อมูลอย่าง

ระมัดระวัง งบการเงินต้องไม่ทำให้นักลงทุนหัวใจพองโตแล้วกระโจนเข้าซื้อหุ้น เพื่อให้มาทราบความจริงภาย

หลังว่า ข้อมูลในงบการเงินนั้นสวยเกินจริง เพราะเมื่อถึงเวลานั้น นักลงทุนก็จะตกอยู่ในสภาพ "รู้เมื่อสาย"

ดังนั้น ในการออกงบการเงิน ถ้านักบัญชีต้องเลือกระหว่าง "การมองโลกในแง่ดี" หรือ "การมองโลกในแง่ร้าย"

กฎบัญชีก็มักจะชักจูงให้นักบัญชีต้องเลือกประการหลัง เพื่อผู้ใช้งบการเงินจะได้ไม่ "เจ็บตัว" จากข้อมูลที่นำ

เสนอ (ในปัจจุบัน ข้อกำหนดทางบัญชีจะเน้นการเดินสายกลางคือ ต้องไม่มองโลกทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย

แต่ต้องมองแบบเป็นกลางและออกงบการเงินที่ให้ข้อมูลที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดเท่าที่จะสามารถนำเสนอได้ใน

ขณะนั้น)

แต่กฎภาษีเน้นที่นโยบายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล กฎภาษีจะทำให้กรมสรรพากรมองโลกในแง่ดีมากกว่าแง่ร้าย

เพื่อจะได้ประเมินภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้น เราจึงมักเห็นว่า กฎภาษีจะเน้นที่การแสดงรายได้สูงและ

ค่าใช้จ่ายต่ำ (ซึ่งทำให้กำไรทางภาษีสูง) ในขณะที่กฎบัญชีจะเน้นที่การแสดงรายได้ต่ำและค่าใช้จ่ายสูง

(ซึ่งทำให้กำไรทางบัญชีต่ำ)

ถึงอย่างนั้นก็ตาม กฎภาษีส่วนใหญ่ก็ยังอิงอยู่กับกฎบัญชี

และข้อกำหนดในประมวลรัษฎากรส่วนใหญ่ก็พ้องกับข้อกำหนดในมาตรฐานการบัญชี ดังนั้น ในการจ่ายภาษี

บริษัทจึงมักเริ่มต้นด้วยการนำ "กำไรทางบัญชี" มาปรับปรุงเฉพาะรายการที่แตกต่างเพื่อหา "กำไรทางภาษี"

(การปรับปรุงแสดงอยู่ในใบแจ้งภาษีที่เรียกกันว่า "ภ.ง.ด. 50")

แล้วจึงนำกำไรที่ปรับปรุงแล้วมาคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายอีกทอดหนึ่ง

ทีนี้ลองย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ ถ้าบริษัทหนึ่งต้องการที่จะเลี่ยงภาษี

ถามว่าบริษัทจำเป็นต้องตกแต่งงบการเงินหรือไม่ ? คำตอบคือ "ไม่จำเป็น" แต่ถ้าถามว่า

บริษัทที่ต้องการเลี่ยงภาษีสามารถเลี่ยงโดยการตกแต่งงบการเงิน ได้หรือไม่ ? คำตอบก็คือ "ได้"

ที่ตอบเช่นนั้น ก็เพราะบริษัทอาจแต่งงบการเงินเพื่อเลี่ยงภาษีโดยการบันทึก "กำไรทางบัญชี" ให้ดูต่ำกว่าความ

เป็นจริง (สำหรับกรณีที่กฎบัญชีและกฎภาษีเหมือนกัน) หรือบริษัทอาจเลี่ยงภาษี โดยนำ "กำไรทางบัญชี"

ที่ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เป็น "กำไรทางภาษี" ที่ไม่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร

และถ้าถามต่อไปอีกว่า บริษัทที่ไม่ได้แต่งตัวเลขในงบการเงินและไม่ได้แต่งตัวเลขใน ภ.ง.ด. 50

จะสามารถเลี่ยงภาษีได้หรือไม่ ? คำตอบก็ยังคงเป็น "ได้" อยู่นั่นเอง

เหตุผลก็คือ ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)" ที่บริษัทสามารถใช้เป็นลู่ทางในการ

ฉ้อฉลทางภาษี โดยไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับงบการเงินหรือ ภ.ง.ด. 50 ให้เหนื่อยใจ

เมื่อหลายๆ ปีก่อน การโกงภาษีมูลค่าเพิ่มออกจะเป็นข่าวครึกโครม บริษัทที่โกง VAT มักปลอมเอกสารเพื่อ

สร้าง "VAT ซื้อ" ให้สูงกว่า "VAT ขาย" ส่วนต่างของ VAT นี้จะทำให้บริษัทสามารถขอ "เงิน"

ภาษีคืนจากรัฐบาลได้ ทั้งๆ ที่บริษัทไม่เคยได้จ่าย "VAT ซื้อ" ออกไปจริง

สรุปว่า ความไม่ซื่อทางภาษีอาจเกิดขึ้นได้หลายขั้นตอน

นั่นคือ หนึ่ง ตกแต่งตัวเลขในงบการเงิน สอง ตกแต่งตัวเลขใน ภ.ง.ด. 50 และสาม

สร้างเอกสารปลอมเพื่อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทอาจใช้ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งในการหลีกเลี่ยงภาษี

หรืออาจใช้หมดทั้งสามขั้นตอนเลย ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ประเด็นสุดท้ายก่อนที่จะจบ ผู้อ่านบางท่านอาจเกิดความฉงนว่า

ก็ในเมื่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และขายหุ้นให้กับมหาชนต้องการแต่งตัวเลขกำไรให้ดูสูงๆ

เพื่อหลอก "แมลงเม่าให้บินมาเข้ากองไฟ" แล้วบริษัทเหล่านี้จะแต่งตัวเลขในงบการเงินเพื่อโกงภาษีได้อย่างไร

? เพราะการโกงภาษีคือ การทำตัวเลข กำไรให้ดูต่ำ ฟังแล้วขัดๆ กันอย่างไรชอบกล

เชื่อหรือไม่ว่า บริษัทสามารถตกแต่งกำไรทางบัญชีให้ดูสูงและกำไรทางภาษีให้ดูต่ำในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้เนื่องจากกฎบัญชีและกฎภาษีนั้นแตกต่างกันอยู่หลายข้อ เป็นต้นว่า

ค่าใช้จ่ายทางบัญชีบางรายการไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ เช่น ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์

บริษัทที่ตั้งใจแต่งบัญชีโดยไม่ให้มีผลกระทบกับการจ่ายภาษีจะพยายามกดตัวเลขขาดทุนจากการด้อยค่าให้ต่ำ

กว่าความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้กำไรทางบัญชีดูสูงโดยไม่มีผลกระทบต่อกำไรทางภาษี (เพราะอย่างไรๆ

ก็ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด. 50 อยู่แล้ว)

ในขณะเดียวกัน บริษัทสามารถนำการซิกแซ็กวิธีอื่นมาทำให้กำไรทางภาษีมีจำนวนต่ำลง

เพื่อจะได้เสียภาษีให้น้อยหน่อย เช่น สมมติว่าจู่ๆ บริษัททราบว่าจะได้รับรายได้จำนวนมหาศาลเนื่องจากส้มหล่น

(จะมาจาก "ค่าโง่" หรืออะไรก็ตาม) แต่จำนวนรายได้นั้นมากเกินความจำเป็นในการแต่งบัญชี

(งบการเงินสวยพอแล้ว) บริษัทเลยทยอยรับรู้รายได้บางส่วนในงบกำไรขาดทุนงวดนี้

และเก็บบางส่วนไว้รับรู้ในงวดหน้า (แทนที่จะรับรู้รายได้ทั้งจำนวนตามที่มาตรฐานการบัญชีกำหนด)

เท่านั้นบริษัทก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียภาษีงวดนี้ให้มากเกินความจำเป็น

งบการเงินสวย แถมยังจ่ายภาษีต่ำ ไม่เรียกว่า Best of Both Worlds แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร !!


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved