การรับรู้รายได้ (1)
วิโรจน์เฉลิมรัตนา
"รายได้" นั้นหมายถึง ผลของกิจกรรมที่บริษัทดำเนินการแล้วได้รับเป็นผลตอบแทน
และทำให้บริษัทมีส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นและไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของลงทุนเพิ่มเข้าไปในบริษัทนั่นเอง
หากจะจัดลำดับว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับใดที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด นอกจากแม่บทการบัญชีแล้ว ผมคง
ต้องยกให้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้ว่าเป็นฉบับที่เป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญและม
ีประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติมากที่สุดฉบับหนึ่ง
คำว่า "รายได้" ในมาตรฐานการบัญชีได้ให้นิยามไว้ว่า "กระแสเข้าของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (ก่อนหัก
ค่าใช้จ่าย)ในรอบระยะเวลาบัญชีโดย
1.เกิดขึ้นจากกิจกรรมตามปกติของกิจการ
2.ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น
3.ไม่รวมถึงเงินทุนที่ได้รับจากเจ้าของกิจการ"
อ่านแล้วเข้าใจหรือไม่ครับ
ในมาตรฐานการบัญชีต้องการนิยามให้ชัดเจนเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดการเข้าใจที่ไม่ตรงกันว่า "รายได้" นั้น
หมายถึง ผลของกิจกรรมที่บริษัทดำเนินการแล้วได้รับเป็นผลตอบแทน และทำให้บริษัทมีส่วนของเจ้าของ
เพิ่มขึ้น และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของลงทุนเพิ่มเข้าไปในบริษัทนั่นเอง
ถ้าเราดูจากลำดับเวลาของการเริ่มต้นของกิจการ เมื่อจัดตั้งบริษัทแล้ว มีการลงทุนจากผู้ถือหุ้นเข้ามาเป็นเงินทุน
ส่วนนี้ยังไม่ถือว่าบริษัทมีรายได้ ต่อเมื่อบริษัทดำเนินธุรกิจแล้ว ได้รับผลตอบแทนเข้ามาจึงจะถือว่าบริษัทมี
รายได้ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะไปเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นในบัญชีให้สูงขึ้น (ตรงข้ามกับค่าใช้จ่ายซึ่งไปลดส่วนของ
ผู้ถือหุ้น)
กิจกรรมที่ว่านี้ ได้แก่ การขายสินค้าการให้บริการและการให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์
ปัญหาสำคัญของการรับรู้รายได้มีอยู่ 2 ข้อได้แก่
1.จะรับรู้รายได้ด้วยมูลค่าเท่าไรและ
2.จะรับรู้รายได้เมื่อใด
การรับรู้รายได้ในเวลาและจำนวนที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลการดำเนินงานที่แสดงในงบการเงิน
ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น
ปัญหาข้อแรกนั้น เขาว่าต้องใช้ มูลค่ายุติธรรม หรือที่เรียกว่า FAIR VALUE กล่าวคือ
เป็นจำนวนเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กันในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีความรอบรู้และเต็มใจที่จะ
แลกเปลี่ยนกันที่สำคัญคือสามารถต่อรองราคากันได้อย่างเป็นอิสระ
ปัญหาข้อต่อมาว่า จะรับรู้รายได้เมื่อใด นั้น ต้องดูว่ากิจกรรมที่กิจการทำลงไปนั้น เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า
การให้บริการ หรือ การให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์
เนื่องจากกิจกรรมทั้งสามประเภทนี้มีปัจจัยที่ทำให้เวลาของการรับรู้รายได้ไม่เหมือนกัน
โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่จะรับรู้รายได้นั้น มีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ในแม่บทการบัญชี คือ
มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของรายการจะเข้าสู่กิจการและกิจการสามารถ
วัดมูลค่าได้
การรับรู้รายได้จากการขายสินค้าจะเกิดขึ้นเมื่อขั้นตอนการขายได้บรรลุผลสำเร็จ โดยมีเงื่อนไข 5
ข้อและจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขครบทุกข้อดังนี้
1.กิจการได้โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสำคัญในการเป็นเจ้าของสินค้าไปให้กับผู้ซื้อแล้ว
2.กิจการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารสินค้าอย่างต่อเนื่องในระดับที่เจ้าของพึงกระทำ
หรือไม่ได้ควบคุมสินค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
3.กิจการสามารถวัดมูลค่าของจำนวนรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ
4.ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากรายการค้านั้น
5.กิจการสามารถวัดมูลค่าของต้นทุนที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไปแล้ว การโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสำคัญนั้น หมายถึงว่า กิจการได้โอนกรรมสิทธิ
การครอบครองสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ในประเด็นนี้ จะยังรับรู้รายได้ไม่ได้หาก ความเสี่ยงที่เป็นสาระสำคัญ
ยังคงอยู่ เช่น
กิจการมีภาระผูกพันที่สินค้าอาจไม่เป็นที่พอใจแก่ลูกค้าที่กิจการต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากเงื่อนไขการรับ
ประกันตามปกติ
ตัวอย่าง เช่น บริษัทขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่ายนำไปขายต่อให้บุคคลที่ 3
ตัวแทนนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินค้าให้บริษัท จนกว่าจะได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ ถ้าภายใน 6
เดือนที่ตัวแทนนั้นได้สินค้ามา และไม่สามารถขายสินค้านั้นได้
ตัวแทนนั้นสามารถเลือกที่จะคืนสินค้ากลับไปยังบริษัท หรือเก็บสินค้าไว้ก็ได้
ในกรณีนี้บริษัทไม่ควรจะรับรู้รายได้จนกว่าตัวแทนจะได้รับเงินจากผู้ซื้อที่เป็นบุคคลที่ 3 หรือ
จนกว่าตัวแทนนั้นเลือกจะเก็บสินค้านั้นไว้ภายหลังผ่านไปแล้ว 6เดือน
จากตัวอย่างข้างต้น บริษัทยังคงบอกไม่ได้แน่นอนว่าตนจะขายสินค้านั้นได้หรือไม่ เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไข
ข้อ 4 และทำให้ไม่สามารถระบุมูลค่าของรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เท่ากับไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 3
การส่งมอบสินค้านั้นอาจจะบอกได้ว่าบริษัทได้ส่งมอบสินค้าไปให้ตัวแทนแล้วแต่ ผู้ซื้อที่แท้จริง
ในกรณีนี้ไม่ใช่ตัวแทนขาย หากแต่เป็นผู้ซื้อที่เป็นบุคคลที่ 3 ทำให้เงื่อนไขข้อที่ 1 นั้นยังไม่สมบูรณ์
และในแง่การควบคุมและบริหารสินค้านั้น คงต้องบอกว่าบริษัทยังมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่
โดยเฉพาะในกรณีที่หากตัวแทนขายไม่เลือกที่จะเก็บสินค้านั้นไว้เมื่อครบกำหนด 6
เดือนแล้วและยังหาผู้ซื้อไม่ได้
ส่วนเงื่อนไขข้อ 5 นั้น ในกรณีทั่วไปแล้ว
กิจการต้องสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของสินค้าได้และจับคู่กับรายได้นั้นในรอบบัญชีเดียวกัน
ถามว่า หากไม่สามารถวัดต้นทุน หรือ ค่าใช้จ่าย ดังกล่าวได้ ทั้งที่เข้าเงื่อนไขทั้ง
4ข้อแรกบริษัทจะสามารถรับรู้รายได้ได้หรือไม่
คำตอบ ก็คือ ยังรับรู้รายได้ไม่ได้ แต่ให้บันทึก "สิ่งตอบแทนที่ได้รับนั้น" เป็น หนี้สิน แทน เช่น
ได้รับชำระเงินค่าสินค้า แต่หากยังไม่มีการส่งมอบสินค้า การบันทึกบัญชีก็ต้องบันทึกเป็น
"เงินรับล่วงหน้าค่าสินค้า" หรือ "เงินมัดจำค่าสินค้า" ซึ่งเป็น หนี้สิน ในงบดุล
และเมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขการรับรู้รายได้ข้างต้นสมบูรณ์แล้ว
จึงกลับรายการเงินมัดจำค่าสินค้าและโอนไปรับรู้รายได้ในเวลาต่อมา
ตามปกติ หากบริษัทขายสินค้า และมีการส่งมอบสินค้า โดยผู้ซื้อตกลงใจแน่นอนว่าจะซื้อ
และไม่มีเงื่อนไขอื่นเหมือนตัวอย่างแรก หากว่าเราสามารถวัดมูลค่าต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้
บริษัทก็ควรจะบันทึกต้นทุนดังกล่าวในงวดบัญชีที่ขายตามหลักการจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย
แต่หากว่าในการขายนั้น บริษัทมีข้อตกลงที่จะคืนเงินให้กับลูกค้า หากไม่พอใจในสินค้าที่ขาย
กรณีมีการรับประกันสินค้าหรือค่าใช้จ่ายหลังการขาย ถ้าบริษัทสามารถประมาณการรับคืนสินค้า
ค่าใช้จ่ายในการรับประกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากการส่งสินค้าได้
บริษัทก็ควรจะรับรู้หนี้สินที่เกิดจากรายการดังกล่าว ในทางปฏิบัติจะใช้ประสบการณ์
และปัจจัยในอดีตมาเป็นตัวประมาณการ ในกรณีนี้ก็จะสามารถบันทึกรายได้จากการขาย
และจับคู่กับต้นทุนซึ่งประกอบด้วย ต้นทุนของสินค้า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายในการรับ
ประกัน หรือค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการรับคืนสินค้าไว้ในงวดเดียวกัน
คงต้องมาว่ากันต่อสำหรับ การรับรู้รายได้จากการให้บริการ
และการให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์รวมทั้งตัวอย่างนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการรับรู้รายได้สำหรับกิจกรรมแต่ละ
ประเภท

|