free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

มนุษย์เรามี ความอยากได้ ด้วยกันทั้งนั้น ความอยากได้ เป็นแรงจูงใจขั้นพื้นฐานที่ส่งเสริมให้มนุษย์มี ไฟ

ที่จะสู้และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับตัวเอง แต่ ความอยากได้ ก็อาจกลายเป็น ความโลภ

ที่กลับมาบ่อนทำลายสังคมให้เสื่อมลงตามปกติวิสัยมนุษย์มักมีความต้องการที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้

้กับตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ (ฝรั่งเรียกว่าการ Maximize Benefit)

ถ้าความอยากได้ อยู่ในระดับสูงและสถานการณ์เอื้ออำนวย ผู้ที่อยู่ในอำนาจอาจเกิด ความโลภ

จนทำให้ตัดสินใจหันหลังให้จริยธรรมเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร

ทั้งที่ทราบดีว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่เป็นที่ยอมรับต่อคนส่วนใหญ่หรือต่อข้อกำหนดของกฎหมาย (เรียกว่า Moral

Hazard หรือ คุณธรรมวิบัติได้เกิดขึ้น)

คุณธรรมอาจวิบัติได้ในองค์กรธุรกิจ อย่างเช่น บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ไม่ว่าจะเป็น

แห่งประเทศไทย หรือไม่ก็ตาม) เพราะในบริษัทจดทะเบียน เจ้าของบริษัทหรือ ผู้ถือหุ้น

อาจไม่ได้บริหารงานด้วยตัวเอง แต่กลับมอบหมายให้ ผู้บริหาร มืออาชีพมานั่งบริหารงานแทน ในกรณีนี้

ผู้ถือหุ้นจะมอบความไว้วางใจให้แก่ผู้บริหาร (ที่จ้างมาด้วยราคาแพงๆ) ให้ดูแลความเป็นไปในบริษัท

และมอบ อำนาจ ให้ผู้บริหารในการสั่งการและดำเนินธุรกิจ ประหนึ่งว่าผู้บริหารนั้นเป็น ตัวแทน (Agency)

ของผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นนั้นเป็น ตัวการ (Principal) ของผู้บริหาร

ตาม หน้าที่ ของการเป็นตัวแทน ผู้บริหารจะต้องเข้ากระทำการแทนตัวการหรือผู้ถือหุ้น เพื่อก่อให้เกิด

ประโยชน์ (กำไร) สูงสุดแก่ตัวการหรือผู้ถือหุ้น นอกจากนั้น ผู้บริหารยังมี ความรับผิดชอบ

ในฐานะตัวแทนที่จะต้องเฝ้าดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เรียกว่ามี Fiduciary Duty

หรือ หน้าที่ในการพิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ของตน

คำว่า Fiduciary Duty ไม่ได้มีความหมายแคบๆ แค่ว่า

การพิทักษ์รักษาทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ของผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จๆ ไปตามหน้าที่ แต่คำว่า

Fiduciary Duty ให้ความหมายที่ลึกซึ้งไปถึง การไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ ความไว้วางใจ (หรือ Trust)

ในการที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้าที่เพื่อคนส่วนรวม (ในบริษัทจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นก็คือ คนส่วนรวม

นั้น นั่นเอง)

ดังนั้น คำว่า Fiduciary Duty โดยนัยแล้วจึงแฝงไว้ซึ่ง คุณธรรม หรือ จริยธรรม ในการทำงานที่ได้รับมอบ

หมาย ซึ่งทำให้หวนระลึกถึงคำสั่งสอนสมัยเด็กๆ ที่ให้อุทิศตน ซื่อสัตย์ เสียสละ

เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เสียชีพอย่าเสียสัตย์ อะไรๆ เทือกนั้น

แต่ก็แปลกที่คำว่า Fiduciary Duty นั้นไม่มีคำแปลตรงๆ

ในภาษาไทยที่จะทำให้เห็นภาพถึงคุณธรรมหรือจริยธรรมที่แฝงอยู่ ในสำนวนไทย คำที่ใกล้เคียงที่สุดที่นึก

ได้คือ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ โดยเฉพาะในนัยที่ว่าปู่โสมได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์ที่เป็นของ เจ้านาย

ที่ได้มอบความไว้วางใจให้ดูแล

ไม่ทราบว่าผู้อ่านจะคิดอย่างไร แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำว่า ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ให้อรรถรสถึง คนที่ยึดมั่นต่อ

หน้าที่ หวงแหนทรัพย์ของผู้อื่นที่มอบหมายให้ปู่เฝ้า แม้ว่าทรัพย์นั้นจะไม่ใช่ของตน

ก็ยังทนเฝ้าอย่างซื่อสัตย์จนกระทั่งแก่เฒ่า นั่นคือภาพของปู่โสมที่มีอยู่ในใจ

(ไม่ใช่ปู่โสมที่แก่จนจะเข้าโลงแล้วก็ยังไม่เลิกเฝ้าทรัพย์สมบัติของตัวเอง

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะไม่ตรงกับความหมายเพราะไม่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

แต่จะกลายเป็นเรื่องไก่ตามงูไป)

นั่นเป็นภาพที่เราคิดหรือที่เรา หวัง จาก ปู่โสม แต่บังเอิญว่า ปู่โสม

ก็เป็นปุถุชนธรรมดาที่อาจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของ นาย ลองคิดดูว่า ถ้าปู่โสมเน้นการ

Maximize Benefit ให้แก่ตัวเองและเกิดความอยากได้ในทรัพย์ที่เฝ้า (หรือพอเฝ้านานๆ ก็เกิดอาการลืม

นึกว่าทรัพย์นั้นเป็นของตัว) อะไรจะเกิดขึ้น

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ปู่โสมสามารถลืมนึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อเจ้าของทรัพย์

จนทำให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์บางส่วนมาเป็นของตน (ที่ฝรั่งเรียกว่าการ โอนถ่ายความมั่งคั่ง หรือการ

Transfer of Wealth) ซึ่งในฐานะปู่โสม ก็น่าที่จะทำได้อย่างไม่ยากนัก

เพราะไม่มีใครใกล้ชิดและมีอำนาจในทรัพย์สมบัติที่เฝ้าอยู่เท่ากับตัวปู่เอง (ในสมัยโบราณ

บางทีเขาจึงตัดหัวปู่ให้กลายเป็นผีก่อนที่จะมอบหมายหน้าที่ให้เฝ้าสมบัติ

เพราะนอกจากคนโบราณจะกลัวผีมากกว่ากลัวคนแล้ว ในส่วนตัวผีเอง

ก็จะไม่เห็นทรัพย์สมบัติดีไปกว่าเครื่องเซ่น)

การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนจนไปขัดแย้งต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย (ให้ดูแลผลประโยชน์ของผู้อื่น)

ถือเป็น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interests) รูปแบบหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับนั้นมาจากกองๆ เดียวกัน ซึ่งหมายถึงว่า

การเพิ่มผลประโยชน์ของตัวเองก็เท่ากับการไปเบียดบังผลประโยชน์ของผู้อื่น

ในกรณีของผู้บริหาร ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในใจจะทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ

แก้ปัญหา ให้ตัวเอง วิธีการแก้ปัญหาก็มีเพียงสองวิธีคือ หนึ่ง ถือ คนอื่น เป็นที่ตั้งลืม ความอยากได้ ที่จะ

Maximize Benefit ให้แก่ตนเอง และเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือ

สอง ถือ ตัวเอง เป็นที่ตั้งและ โอนถ่าย ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้มาเป็นของตัวเองเพื่อ Maximize Benefit

การตัดสินใจของผู้บริหารในการเลือกวิธีแก้ปัญหา ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น

ปัจจัยทางสังคมว่าสังคมยอมรับพฤติกรรมในการทำผิดจริยธรรมในระดับไหน

ปัจจัยทางกฎหมายว่าบทลงโทษรุนแรงและได้ผลขนาดไหน หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมว่า

ในอดีตคนผู้นั้นได้รับการ อบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร (สมัยก่อนเวลาเขาก่นด่ากันเขาจึงมักใช้คำว่า พ่อแม่ไม่

สั่งสอน อยู่เสมอ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากสภาพสังคมทำให้ พ่อแม่ เกือบทุกคนไม่มีเวลา สั่งสอน ลูก

คำก่นด่านั้นก็เป็นอันตกไป เพราะถ้าขืนขุดขึ้นมาด่า ก็อาจจะไปกระทบกับคนทั้งบาง (กอก) ได้)

ในขั้นตอนของการตัดสินใจ ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมนี้จะเป็นตัวชี้ว่าผู้บริหารจะเลือกทางเดินทางไหน

ถ้าผู้บริหารเลือกทางเดินสายแรก ผู้ถือหุ้นก็ถือว่าโชคดีไป (ถือว่ากรรมดีที่ทำไว้ในอดีตส่งผล) แต่ถ้า

คุณธรรมของผู้บริหารวิบัติ เมื่อไร ผู้บริหารจะตัดสินใจเลือกทางเดินที่สอง

และเมื่อนั้นผู้บริหารก็จะหาวิธีซิกแซ็กเพื่อยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์มาเข้ากระเป๋า

(ซึ่งถือเป็นกรรมเก่าของผู้ถือหุ้น)

วิธีซิกแซ็กก็มีหลายวิธี ตั้งแต่ระดับเบี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการตั้งใจโกง ตอนนี้

การตกแต่งบัญชีก็มักจะเข้ามามีบทบาทไม่มากก็น้อย จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายประการ เช่น

โครงสร้างการบริหาร การควบคุมภายใน อำนาจที่ผู้บริหารได้รับ การตรวจสอบ บทลงโทษ

ความจำเป็นทางด้านวัตถุและด้านการเงินของผู้บริหาร และที่จะลืมเสียไม่ได้คือ พื้นฐานส่วนตัว (Nature)

และอิทธิพลที่ได้รับมาแต่เยาว์วัย (Nurture) ของผู้บริหารเอง

สังเกตว่า ทำไมการเรียนการสอนจึงต้องเน้นที่การเสียสละ และทำไมการเล่านิทานในอดีตจึงต้องจบลงที่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... เพราะนั่นคือการสอนจริยธรรมควบคู่ไปกับเนื้อหา ถ้าผู้ใหญ่ สอนลูกให้เป็นโจร

พร้อมกับทำตัวอย่างให้เด็กดู เด็กที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในภายหลัง ย่อมที่จะกลายเป็น โจร

ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่กล่าวมาทั้งหมด อย่าเข้าใจผิดว่าผู้เขียนจะลึกซึ้งถึงขนาดคิดทฤษฎีขึ้นมาเอง ทฤษฎี ตัวการ-ตัวแทน

ที่นำมาเล่าให้ฟังข้างต้นเรียกว่า Agency Theory ซึ่งกำเนิดขึ้นในปี 1958 โดยยอดฝีมือสองท่านคือ Franco

Modigliani (รางวัลโนเบลปี 1984) และ Merton Miller (รางวัลโนเบลปี 1990) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า M&M

(ชื่อเหมือนช็อกโกเลตยี่ห้อหนึ่ง)

Agency Theory นี้ได้รับการยกย่องว่าสามารถสะท้อนพฤติกรรมของคนและความเป็นไปในองค์กรได้อย่าง

ลึกซึ้ง และสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรทุกองค์กรได้ (ไล่ตั้งแต่รัฐบาลลงมา)

แถมทฤษฎีนี้ยังสามารถนำมาใช้อธิบาย มูลเหตุจูงใจในการตกแต่งบัญชีของผู้บริหาร

อันนำไปสู่การยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่าง ผู้บริหาร กับ ผู้ถือหุ้น

แม้ว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะใช้กับบริษัทในต่างประเทศที่ผู้บริหารมักเป็นมืออาชีพที่ผู้ถือหุ้นจ้างเข้ามาบริหาร

บริษัท แต่ทฤษฎีนี้ก็สามารถนำมาประยุกต์กับบริษัทในประเทศไทยที่ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กับ ผู้บริหาร

มักเป็นบุคคลคนเดียวกัน เพียงแต่ต้องเปลี่ยน คู่กรณี จาก ผู้บริหาร กับ ผู้ถือหุ้น ไปเป็น ผู้บริหาร

(ผู้ถือหุ้นรายใหญ่) กับ นักลงทุน (ผู้ถือหุ้นรายย่อย) หรือเป็นผู้บริหาร (เจ้าของ) กับ เจ้าหนี้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

แต่ไม่ว่าคู่กรณีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตัวยืน ในเรื่องนี้ก็ยังคงเป็น ปู่โสม ที่มีหน้าที่ (และอำนาจ)

ในการเฝ้าทรัพย์ให้กับผู้อื่นอยู่ดี

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved