free web hosting | website hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair มูลเหตุจูงใจในการแต่งบัญชี (จบ)

ในประเทศไทย เรามักพบกรณีที่เจ้าของ ซึ่งเป็น ผู้ถือหุ้น มานั่งควบเป็น ผู้บริหาร แต่ในต่างประเทศ

เราอาจพบกรณีที่ ผู้บริหารมืออาชีพ ได้รับหุ้นจากบริษัทจนทำให้ได้ตำแหน่ง ผู้ถือหุ้น มาครองอีกตำแหน่ง

หนึ่ง เนื่องจากบริษัทชอบที่จะแจกสิทธิเลือกซื้อหุ้น (Stock Options) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (Stock

Warrants) ให้ผู้บริหารไปซื้อหุ้นมาเก็บไว้

แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน มูลเหตุจูงใจในการแต่งบัญชีและวิธีการตกแต่งตัวเลขก็ไม่ผิดแผกไปจากกัน

ตัวอย่างข้างต้นทำให้เราเห็นว่า การรักษาราคาหุ้นให้ได้ระดับหรือการปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้น

ได้กลายเป็นมิติใหม่ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับการปั่นตัวเลขกำไร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า

มิติเดิมที่ต้องการประหยัดภาษีจะหายไปจากสังคม เพียงแต่หมายความว่า ใครชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น

บางครั้งเราอาจจะได้เห็นมิติทั้งสองซ้อนทบกันในบริษัทเดียวกัน นั่นคือ

บริษัทพยายามจ่ายภาษีให้น้อยลงในขณะที่พยายามแต่งตัวเลขกำไรให้สูงขึ้น

(สามารถทำได้เพราะกฎบัญชีแตกต่างจากกฎภาษี)

ในต่างประเทศ การตกแต่งตัวเลขกำไรอาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันที่จะ ทำยอด ให้ได้ตามที่พยากรณ์ไว้

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา จะทำการพยากรณ์รายการสำคัญๆ เช่น

ยอดขาย (รายได้) ค่าใช้จ่าย กำไรต่อหุ้น ฯลฯ (เรียกว่าการทำ Projection)

เพื่อเปิดเผยให้สาธารณชนทราบถึงการคาดการณ์ในอนาคตของบริษัท (ส่วนมากแสดงตัวเลขล่วงหน้า 5 ปี)

ในประเทศไทยก็เคยมีกฎให้บริษัทที่จะเสนอขายหุ้นเปิดเผยข้อมูลที่คล้ายๆ กัน แต่ก็ได้เลิกล้มไป

เพราะเห็นว่าบริษัทไม่สามารถพยากรณ์อะไรได้เกินกว่าระยะเวลาหนึ่งปี

พูดถึงเรื่องนี้เราต้องมาเข้าใจกันให้ดีเสียก่อน คำว่า การพยากรณ์ นั้น แปลมาจากคำว่า Projection ไม่ใช่

Prediction การ project (ซึ่งเป็นคำกริยา) หมายถึง การฉายออกไป (รากศัพท์เดียวกับคำว่า Projector

ที่แปลว่าเครื่องฉาย)

ดังนั้น การทำ Projection ให้ความหมายถึง การฉายตัวเองออกไปให้คนอื่นเขาดู

ว่าเราคิดว่าเราจะเป็นอย่างไรใน 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่การ predict

หรือพยากรณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราในอนาคตข้างหน้า (อย่างนั้นต้องพึ่งหมอดู ไม่ใช่พึ่งผู้บริหาร)

ในต่างประเทศ Projection ที่บริษัทประกาศต่อสาธารณชน

มักกลับกลายมาเป็นหนามยอกอกผู้บริหารอยู่เนืองๆ เนื่องจากนักลงทุนมักถือ Projection นั้นเป็น สัตยาบัน

ที่ผู้บริหารให้แก่นักลงทุนว่า ผู้บริหารจะ ทำยอด ให้ได้ตามที่ Projected ไว้

นักลงทุนไม่เชื่อว่า การที่บริษัททำยอดได้จะเกิดจากฟ้าลิขิต แต่นักลงทุนเชื่อว่า การจะ ทำยอด ให้ได้นั้น

ต้องเกิดจากฝีมือของผู้บริหาร (คล้ายกับการทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันท์ อะไรทำนองนั้น)

เมื่อเข้าใจว่า Projection ถือเป็นสัตยาบันที่ผู้บริหารให้แก่สังคมนักลงทุนแล้ว

เราจึงจะเข้าใจว่าทำไมผู้บริหารจึงต้องพยายาม ทำยอด ให้ได้ตามที่ Projected ไว้

เพราะถ้าผู้บริหารทำยอดไม่ได้ การลงโทษจากสังคมนักลงทุนจะเกิดขึ้น

เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนจะถือว่าผู้บริหารไม่มี ฝีมือ เพียงพอที่จะนำพาบริษัทไปสู่จุดหมายที่วางไว้

ผู้บริหารคนนั้นอาจถูกไล่ออก อาจหางานไม่ได้อีกตลอดชีวิต

แถมราคาหุ้นของบริษัทนั้นก็จะร่วงเหมือนใบไม้ในสายลม (ผู้บริหารนอกจากจะเสียงานแล้ว

ยังเสียเงินจากการขายหุ้นอีก)

คำถามก็คือ ถ้าผู้บริหารทำยอดไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากเสียหน้าหรือเสียเงิน

แล้วผู้บริหารคนนั้นจะมีทางออกอย่างไร? ทางออกง่ายๆ ก็คือ การตกแต่งบัญชี

เพราะอย่างน้อยตัวเลขที่แต่งขึ้นอาจช่วยให้ผู้บริหาร ขายผ้าเอาหน้ารอด ไปพลางๆ

จนกว่าจะสามารถหาทางออกอันยั่งยืนให้กับตัวเองได้ ดังนั้น เราจึงเห็นว่า

มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ทำการตกแต่งบัญชีเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถ ทำยอด ได้ตามที่ Projected

ไว้คิดแล้วก็น่าเห็นใจผู้บริหารที่ต้องรับแรงกดดันมากเหลือเกิน เพราะการ ทำยอด

อาจไม่ได้เกิดจากความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถจะควบคุมได้

(แต่พอนึกถึงจำนวนผลตอบแทนที่ผู้บริหารได้รับในแต่ละปี ความสงสารก็อันตรธานหายไป แถมยังทำให้ ซึ้ง

กับกฎการเงินที่ว่า High risk, high return มากขึ้นไปอีก)

หลังจากที่อ่านบทความนี้มาจนครบถ้วนแล้ว ลองตั้งคำถามกันใหม่อีกทีว่า

ทำไมผู้บริหารถึงได้พยายามแต่งตัวเลขกำไร คำตอบอาจจะง่ายกว่าที่คิดไว้

เพราะแท้จริงแล้วมูลเหตุจูงใจประการเดียวที่ทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น ก็คือ ความไม่รู้จักพอ ของมนุษย์นั่นเอง

ที่มา หนังสือพิมพกรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved