ปู่โสมเฝ้าทรัพย์(จบ)
ในกรณีของผู้บริหาร ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายในใจ จะทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ
"แก้ปัญหา" ให้ตัวเอง
วิธีการแก้ปัญหาก็มีเพียงสองวิธีคือ หนึ่ง ถือ "คนอื่น" เป็นที่ตั้ง ลืม "ความอยากได้" ที่จะ Maximize Benefit
ให้แก่ตนเอง และเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือ สอง ถือ "ตัวเอง"
เป็นที่ตั้ง และ "โอนถ่าย" ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้มาเป็นของตัวเองเพื่อ "Maximize Benefit"
การตัดสินใจของผู้บริหารในการเลือกวิธีแก้ปัญหา ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น
ปัจจัยทางสังคมว่าสังคมยอมรับพฤติกรรมในการทำผิดจริยธรรมในระดับไหน
ปัจจัยทางกฎหมายว่าบทลงโทษรุนแรงและได้ผลขนาดไหน หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมว่า
ในอดีตคนผู้นั้นได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร
(สมัยก่อนเวลาเขาก่นด่ากัน เขาจึงมักใช้คำว่า "พ่อแม่ไม่สั่งสอน" อยู่เสมอ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากสภาพสังคม
ทำให้ "พ่อแม่" เกือบทุกคนไม่มีเวลา "สั่งสอน" ลูก คำก่นด่านั้นก็เป็นอันตกไป เพราะถ้าขืนขุดขึ้นมาด่า
ก็อาจจะไปกระทบกับคนทั้งบาง (กอก) ได้)
ในขั้นตอนของการตัดสินใจ ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมนี้จะเป็นตัวชี้ว่าผู้บริหารจะเลือกทางเดินทางไหน
ถ้าผู้บริหารเลือกทางเดินสายแรกผู้ถือหุ้นก็ถือว่าโชคดีไป (ถือว่ากรรมดีที่ทำไว้ในอดีตส่งผล)
แต่ถ้าคุณธรรมของผู้บริหารวิบัติ เมื่อไร ผู้บริหารจะตัดสินใจเลือกทางเดินที่สอง
และเมื่อนั้นผู้บริหารก็จะหาวิธีซิกแซ็กเพื่อยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์มาเข้ากระเป๋า
(ซึ่งถือเป็นกรรมเก่าของผู้ถือหุ้น)
วิธีซิกแซ็กก็มีหลายวิธี ตั้งแต่ระดับเบี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงการตั้งใจโกง ตอนนี้
การตกแต่งบัญชีก็มักจะเข้ามามีบทบาทไม่มากก็น้อย จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายประการ เช่น
โครงสร้างการบริหาร การควบคุมภายใน อำนาจที่ผู้บริหารได้รับการตรวจสอบ บทลงโทษ
ความจำเป็นทางด้านวัตถุและด้านการเงินของผู้บริหาร และที่จะลืมเสียไม่ได้คือ พื้นฐานส่วนตัว (Nature)
และอิทธิพลที่ได้รับมาแต่เยาว์วัย (Nurture) ของผู้บริหารเอง
สังเกตว่า ทำไมการเรียนการสอนจึงต้องเน้นที่การเสียสละ และทำไมการเล่านิทานในอดีตจึงต้องจบลงที่
"นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...." เพราะนั่นคือการสอนจริยธรรมควบคู่ไปกับเนื้อหา ถ้าผู้ใหญ่ "สอนลูกให้เป็นโจร"
พร้อมกับทำตัวอย่างให้เด็กดู เด็กที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในภายหลัง ย่อมที่จะกลายเป็น "โจร"
ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่กล่าวมาทั้งหมด อย่าเข้าใจผิดว่า ผู้เขียนจะลึกซึ้งถึงขนาดคิดทฤษฎีขึ้นมาเอง ทฤษฎี "ตัวการ-ตัวแทน"
ที่นำมาเล่าให้ฟังข้างต้นเรียกว่า "Agency Theory" ซึ่งกำเนิดขึ้นในปี 1958 โดยยอดฝีมือสองท่านคือ Franco
Modigliani (รางวัลโนเบลปี 1984) และ Merton Miller (รางวัลโนเบลปี 1990) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "M&M"
(ชื่อเหมือนช็อกโกเเลตยี่ห้อหนึ่ง)
Agency Theory นี้
ได้รับการยกย่องว่าสามารถสะท้อนพฤติกรรมของคนและความเป็นไปในองค์กรได้อย่างลึกซึ้ง
และสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรทุกองค์กรได้ (ไล่ตั้งแต่รัฐบาลลงมา)
แถมทฤษฎีนี้ยังสามารถนำมาใช้อธิบายมูลเหตุจูงใจในการตกแต่งบัญชีของผู้บริหาร
ที่มักนำไปสู่การยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่าง "ผู้บริหาร" กับ "ผู้ถือหุ้น"
แม้ว่าทฤษฎีนี้เหมาะที่จะใช้กับบริษัทในต่างประเทศที่ผู้บริหารมักเป็นมืออาชีพที่ผู้ถือหุ้นจ้างเข้ามาบริหาร
บริษัท แต่ทฤษฎีนี้ก็สามารถนำมาประยุกต์กับบริษัทในประเทศไทยที่ "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่" กับ "ผู้บริหาร"
มักเป็นบุคคลคนเดียวกัน เพียงแต่ต้องเปลี่ยน "คู่กรณี" จาก "ผู้บริหาร กับ ผู้ถือหุ้น" ไปเป็น "ผู้บริหาร
(ผู้ถือหุ้นรายใหญ่) กับ นักลงทุน (ผู้ถือหุ้นรายย่อย)" หรือเป็น "ผู้บริหาร (เจ้าของ) กับ เจ้าหนี้" ก็เป็นอันเสร็จ
พิธี
แต่ไม่ว่าคู่กรณีจะเปลี่ยนไปอย่างไร "ตัวยืน" ในเรื่องนี้ก็ยังคงเป็น "ปู่โสม" ที่มีหน้าที่ (และอำนาจ)
ในการเฝ้าทรัพย์ให้กับผู้อื่นอยู่ดี
ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|