ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (Stock Warrants)(1)
เมื่อพูดถึงสิทธิเลือกซื้อหุ้น (Stock options) ที่บริษัทออกให้พนักงานแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึง 'ใบสำคัญแสดง
สิทธิซื้อหุ้น' (Stock Warrants) ที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลทั่วไป เพราะบางครั้ง เรื่องสองเรื่องนี้คล้าย
กันจนทำให้แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
ทวนนิดหนึ่ง เมื่อบริษัทออกสิทธิเลือกซื้อหุ้น บริษัทต้องนำสิทธิเลือกนั้นมานั่งพิจารณาว่า
การออกสิทธิเลือกซื้อหุ้นมีการให้ผลประโยชน์แก่พนักงานแฝงอยู่หรือไม่ พูดง่ายๆ คือ การแจก Stock
Options นั้น เป็นการจ่ายโบนัสให้กับพนักงานหรือไม่
ถ้าสิทธิเลือกซื้อหุ้นแฝงการจ่ายโบนัสไว้ กฎบัญชีของประเทศสหรัฐอเมริกา
ก็บังคับให้บริษัทต้องนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้โบนัสมาบันทึกไว้ในงบกำไรขาดทุน (ซึ่งจะทำให้กำไรลดลง
และผลการดำเนินงานไม่ "สวย" อย่างที่อยากให้เป็น) แต่ถ้าสิทธิเลือกซื้อหุ้นไม่ถือเป็นการจ่ายโบนัส
สิทธิเลือกซื้อหุ้นนั้นจะถือเป็น "การระดมทุน" ของบริษัท (ซึ่งมีผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นโดยไม่ต้องนำ
มาบันทึก "ผ่าน" ในงบกำไรขาดทุนแต่อย่างใด)
ในการพิจารณาว่าสิทธิเลือกซื้อหุ้นต้องถือเป็นการจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานหรือเป็นการระดมทุนนั้น มีกฎ
พื้นฐานอยู่ 4 ข้อ
ข้อที่หนึ่ง บริษัทแจกสิทธิเลือกแก่พนักงานประจำทุกคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ (จะยกเว้นได้ก็แต่
พนักงานที่เป็นผู้บริหาร) ถ้าบริษัทเลือกที่รักมักที่ชัง แจกพนักงานคนนั้น แต่ไม่ให้คนนี้
การออกสิทธิเลือกจะเข้าข่ายเป็นการจ่ายโบนัสแก่พนักงานบางคนมากกว่าจะเป็นการระดมทุน
ข้อที่สอง การแจกสิทธิเลือกแก่พนักงานต้องทำอย่างเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน จะรักลูกไม่เท่ากันไม่ได้
ถ้าบริษัทบอกว่าจะแจกสิทธิเลือกด้วยจำนวนจำกัด พนักงานทุกคนก็ต้องโดนจำกัดเท่าเทียมกัน จะถูกจำกัด
มากน้อยกว่ากันไม่ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะไม่ถือเป็นการระดมทุนอีก
ข้อที่สาม สิทธิเลือกกำหนด "กรอบเวลา" ที่พนักงานจะสามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นไว้อย่างเหมาะสม ตามปกติ
กรอบเวลาในการระดมทุนจะสั้นกว่ากรอบเวลาในการจ่ายโบนัส โดยเฉพาะเมื่อเป็นการแจกโบนัสแก่ผู้บริหาร
ระดับสูง (ซึ่งกรอบเวลาในการใช้สิทธิซื้อหุ้นอาจยืดยาวเป็นเวลาหลายปี) ถ้า "กรอบเวลา" ที่กำหนดขึ้นยาว
นานเกินไป สิทธิเลือกซื้อหุ้นนั้นก็จะมีลักษณะเป็นการจ่ายโบนัส มากกว่าการระดมทุน
ข้อที่สี่ ในขณะที่ออกสิทธิเลือก ราคาตามสิทธิ (Exercise Price หรือ Option Price) ต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาด
ของหุ้นมากนัก การจะตัดสินว่าราคาตามสิทธิต่ำมากไปหรือไม่ ให้เทียบกับราคาหุ้นที่เสนอขายแก่ผู้อื่น
(ที่ไม่ใช่พนักงาน) การอนุญาตให้พนักงานซื้อหุ้นด้วยราคาที่ต่ำเกินไป ก็เท่ากับเป็นการแจกโบนัสให้แก่
พนักงานในรูปของสิทธิเลือกซื้อหุ้น ไม่ใช่การระดมทุน
ถ้าบริษัทสามารถฟันธงลงไปว่า สิทธิเลือกซื้อหุ้นที่บริษัทออกให้แก่พนักงานนั้นถือเป็นการระดมทุน การ
ออกสิทธิเลือกนี้จะถือเป็น "รายการที่เกี่ยวกับเงินทุน (Capital Transaction)" ซึ่งถ้าต้องบันทึกบัญชี ก็จะบันทึก
โดยตรงไปยัง "ส่วนทุน" หรือ "ส่วนของผู้ถือหุ้น" โดยที่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับงบกำไรขาดทุน แต่บ่อยครั้งที่
"รายการเกี่ยวกับเงินทุน" นี้จะทำให้บริษัทไม่ต้องบันทึกบัญชีอะไรเลย
เหตุผลที่ "รายการเกี่ยวกับเงินทุน" ต้องบันทึกโดยตรงไปยัง "ส่วนของผู้ถือหุ้น" โดยไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน
ก็เนื่องจาก "รายการที่เกี่ยวกับเงินทุน" ถือเป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินทุนไปมาระหว่าง "เจ้าของ
บริษัท" กับ "บริษัท" (ขายหุ้น คืนทุน ลดทุน จ่ายปันผล ฯลฯ)
และไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ดังนั้น บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องบันทึกรายการเหล่านั้นไปยังงบกำไรขาดทุน
เพราะงบกำไรขาดทุนมีไว้เพียงเพื่อวัด "ผลการดำเนินงาน" ของบริษัทเท่านั้น และเหตุผลที่บริษัทไม่ต้อง
บันทึกบัญชีอะไรเลย ก็เพราะบริษัทอาจไม่ได้รับเงินสดเข้ามาหรือไม่ต้องจ่ายเงินสดออกไป แถมยังไม่ต้อง
บันทึกค่าใช้จ่ายอีก สรุปก็คือ บริษัทไม่มีบัญชีอะไรที่จะให้บันทึก
ส่วนรายการบัญชีที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทหรือการทำมาหากินของบริษัทจะบันทึกไปยังงบกำไร
ขาดทุนเพื่อประเมินความสามารถของผู้บริหาร ซึ่งแม้ว่า ในที่สุด "ผลการดำเนินงาน"
ที่เกิดจากงบกำไรขาดทุนจะต้องโอนไปยัง "กำไรสะสม" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ส่วนของผู้ถือหุ้น"ในงบดุล
แต่ในชั้นแรก
บริษัทต้องบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายทุกรายการโดยตรงไปยังงบกำไรขาดทุนเพื่อวัดความสามารถในการ
ทำกำไรของบริษัท ก่อนที่กำไรนั้นจะโอนออกไปยังส่วนของผู้ถือหุ้น
การ "ลัดวงจร" งบกำไรขาดทุน (บันทึกค่าใช้จ่ายโดยตรงไปยังส่วนของผู้ถือหุ้น)
จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทผิดเพี้ยนไป และทำให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจผิดได้ว่า
บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูง เพราะค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งหายไปจากการประเมินผล (ถือเป็นการ
"หลบ" ค่าใช้จ่ายไว้นอกงบกำไรขาดทุนประเภทหนึ่ง)
ตัวอย่างการ "หลบ" ค่าใช้จ่ายไว้นอกงบกำไรขาดทุนนี้
สามารถเห็นได้จากการที่บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายบางรายการโดยตรงไปยัง "กำไรสะสม" โดยไม่ผ่าน
"งบกำไรขาดทุน"
ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|