ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (Stock Warrants)
ในอดีต เราจะเห็นบริษัทบางแห่งบันทึก "โบนัส" ที่จ่ายให้กรรมการโดยตรงไปยัง "กำไรสะสม"
โดยอ้างเหตุผลว่าในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการจ่ายโบนัสนั้นจากกำไรสะสม
ซึ่งแท้จริงแล้วการอนุมัติก็เป็นเรื่องของการอนุมัติ แต่การบันทึกบัญชีนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามกฎบัญชี
จะนำสองเรื่องนี้มาปะปนกันไม่ได้ (พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทจะนำการอนุมัติของผู้ถือหุ้นมาเป็น "ข้ออ้าง"
ในการลบล้างกฎบัญชีไม่ได้)
อย่าลืมว่า ตัวเลขที่แสดงในงบการเงินใน "ที่" ที่ต่างกัน ให้ความหมายและการตีความที่ผิดแผกไปจากกัน
รายการที่แสดงในส่วนของผู้ถือหุ้นแสดงให้เห็นถึงการระดมทุน
แต่รายการที่แสดงในงบกำไรขาดทุนแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไร
(ซึ่งนักลงทุนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการตัดสินในลงทุน) ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักเห็นเนืองๆ ว่าบริษัท
"บังเอิญ" จัดประเภทค่าใช้จ่ายผิดคิดว่าเป็นรายการที่ต้องบันทึกตรงไปยัง "กำไรสะสม" หรือ "ส่วนของผู้ถือหุ้น
" แทนที่จะเห็นว่าเป็นรายการที่ต้องบันทึก "ผ่าน" ไปยังงบกำไรขาดทุน
สำหรับเรื่องของใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (Stock Warrants) ตามปกติที่ฝรั่งเขาทำกันคือ
บริษัทจะแจกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน
(โดยอาจลดราคาให้นิดหน่อย) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมสามารถซื้อหุ้นที่กำลังจะ "ออก"
ใหม่ในอัตราที่จะทำให้สามารถรักษา "สัดส่วน" การออกเสียงของตนไว้
มิฉะนั้นจะไม่เป็นการยุติธรรมแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่สิทธิออกเสียงของตนจะถูก "เจือจาง" ลงไปโดยปริยาย ดังนั้น
บริษัทจึงมักให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนที่จะกระจายขายหุ้นให้แก่บุคคลอื่น
แต่บริษัทก็อาจออกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นในลักษณะอื่น เช่น "ขาย"
ควบกับหุ้นกู้เพื่อจูงใจให้นักลงทุนซื้อหุ้นกู้ (ถ้าหุ้นทุนของบริษัทเป็นที่ต้องการ) หรือ "ขาย" ไปเฉยๆ
เมื่อหุ้นทุนของบริษัทกำลังเฟื่องจนทุกอย่างกลายเป็นเงินเป็นทองไปหมด หรือออกในลักษณะอื่นอีก
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลักษณะไหน ผู้ถือหุ้นเดิมก็ต้องตามข่าวให้ทัน มิฉะนั้นอาจเสียประโยชน์ในการลงทุนได้
เพราะจู่ๆ ก็มีผู้ถือหุ้นหน้าใหม่เข้ามาช่วยออกเสียงหรือแบ่งปันผลประโยชน์ (ที่อาจสะสมมานาน) ไปเฉยๆ
(ถ้าตามซื้อหุ้นเพิ่มไม่ทัน อาจทำให้ต้องรีบขายหุ้นที่มีออกไป)
เมื่อดูจากลักษณะข้างต้น การออกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นจึงถือเป็นการระดมทุน
(เหมือนกับการให้สิทธิเลือกซื้อหุ้นแก่พนักงานโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง) ถ้าบริษัทจำเป็นต้องบันทึกบัญชี
(ในกรณีที่ได้รับเงินสดจากการขายใบสำคัญแสดงสิทธิหรือขายหุ้นกู้ควบใบสำคัญแสดงสิทธิ)
บริษัทก็จะบันทึกบัญชีที่เกี่ยวกับใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นนั้นโดยตรงไปยัง "ส่วนของผู้ถือหุ้น" (เดบิต เงินสด
เครดิต ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น)
แต่ถ้าบริษัทแจกใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นไปฟรีๆ (แม้จะมีราคาซื้อขายกันภายหลัง)
บริษัทจะไม่ต้องบันทึกบัญชีที่เกี่ยวกับใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น เพียงแต่ทำบันทึกช่วยจำไว้ก็พอ
สิ่งที่นักลงทุนในประเทศไทยต้องระวังให้จงหนักคือ การใช้คำไขว้เขวระหว่าง Stock Options กับ Warrants
อาศัยที่เราไม่ค่อยจะสันทัดภาษาฝรั่งและอาศัยที่เราเข้าใจว่าการออก Warrants ถือเป็น
"รายการที่เกี่ยวกับเงินทุน"
ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำมาบันทึกบัญชีหรือถ้าจะบันทึกก็บันทึกตรงไปยังส่วนของผู้ถือหุ้นโดยไม่ผ่านงบกำไรขาด
ทุน บริษัทบางบริษัทจึงประกาศปาวๆ ว่าได้ทำการแจก Warrants ทั้งๆ ที่ Warrants นั้น
ได้ออกให้แก่กรรมการบริษัท และเข้าข่ายเป็นการจ่ายโบนัสในลักษณะเดียวกับ Stock Options
เพียงแต่เรียก Stock Options ว่า Warrants
บริษัทก็สามารถหลบเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทได้จ่ายโบนัสให้แก่กรรมการ
และสามารถหลบเลี่ยงไม่ต้องบันทึก "ค่าใช้จ่าย" ในงบกำไรขาดทุน แยบยลจนนักลงทุนตามไม่ทัน
เห็นบริษัทไหนแจก Stock Options หรือ Stock Warrants หาข้อมูลออกมาให้ได้ว่า Options หรือ Warrants
นั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร ออกให้แก่ใคร มีการแจกแบบเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่
และบริษัทบันทึกบัญชีอย่างไร ถ้าสรุปได้ว่าการออก Options หรือ Warrants นั้น
เป็นการจ่ายโบนัสแก่กรรมการ แต่บริษัทไม่ได้บันทึกค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ให้นักลงทุนสังวรไว้ว่า
กำไรที่เห็นในงบกำไรขาดทุนนั้นสูงเกินจริง
จะสูงไปเท่าไรก็ต้องมานั่งประมาณว่าบริษัทได้จ่ายโบนัสให้กรรมการไปเท่าไร
และอย่าลืมเรื่องที่ต้องสังวรไว้ อีกเรื่องหนึ่งว่า Stock Options และ Stock Warrants นั้น
สักวันอาจเปลี่ยนตัวเองเป็นหุ้นทุนของบริษัท ซึ่งนอกจากจะมีผลทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง และทำให้ "สิทธิ"
ของเราในฐานะผู้ถือเดิมเจือจางลงแล้ว Options หรือ Warrants ที่อนุญาตให้ "ผู้ถือ"
ซื้อหุ้นของบริษัทได้ด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาในท้องตลาด
จะทำให้บริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนที่ไม่เป็นสัดส่วนกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น
และทำให้ "ผู้ถือหุ้นใหม่" (หรือผู้ถือหุ้นเดิมที่ซื้อหุ้นใหม่) สามารถทำ "กาลักน้ำ"
ผลประโยชน์ของผู้ถือเดิมไปได้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เรียกว่าเป็นการ "Transfer of Wealth among Shareholders
" หรือการถ่ายโอนผลประโยชน์จากผู้ถือหุ้นคนหนึ่งไปสู่ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่ง (อย่างไม่เต็มใจ) อย่าลืมว่า
"ผู้ถือหุ้นใหม่" ที่พูดถึง อาจเป็นคนกันเองที่นั่งบริหารบริษัทอยู่ก็เป็นได้
กับดักเยอะอย่างนี้ มิน่าซื้อหุ้นทีไรขาดทุนทีนั้น! เพราะคนอื่น (หรือฝรั่ง) ที่รู้เยอะกว่าเราเอาไปกินหมด!!

|