free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (2)

ตอนมะนาวมีสรรพคุณเหลือเชื่อ

คราวที่แล้ว เราพูดถึงมาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับเรื่อง "การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา" ที่จะเปิด "ทางเลือก"

ให้เจ้าหนี้สามารถนำอัตราดอกเบี้ย ที่แตกต่างกันมาใช้ในการคิดลด (Discount)

กระแสเงินสดที่จะเก็บจากลูกหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value)

ของเงินให้กู้ยืมที่ลดลงและคำนวณ "ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้"

"อัตราดอกเบี้ย" หรือ "อัตราคิดลด" (Discount Rates) ที่มาตรฐานการบัญชีฉบับแก้ไขนี้

จะอนุญาตให้เป็นทางเลือกประกอบด้วยอัตราตามสัญญาเดิมอัตรากู้ยืมในตลาดและอัตราต้นทุนทางการเงิน

เจอคำศัพท์พวกนี้ คนที่ไม่ใช่นักการเงินฟังแล้วก็ออกจะท้อ ที่ท้อก็เพราะความไม่เข้าใจในเนื้อหา

แถมนักวิชาการยังเถียงกันไปเถียงกันมา แล้วต่างคนก็ต่างโมเมสรุปว่าตัวถูก

คนฟังเลยไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร และอาจเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากรู้ว่า การเปิดให้ทางเลือกนั้น

มีผลกระทบอย่างไรต่องบการเงินและจะมีผลกระทบอะไรต่อตลาดหุ้นและตัวนักลงทุนเอง

อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนลองมาเข้าใจข้อเท็จจริงดูอีกที

ทวนนิดหนึ่ง ในทางธุรกิจเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเงินมีมูลค่าต่างกันตามเวลา หมายความว่า เงิน 100

บาทวันนี้ สามารถนำไปฝากธนาคารเพื่อให้ได้เงิน 102 บาท ตอนสิ้นปี (ไชโย) เราจึงไม่สามารถนำเงิน 100

บาทมาเปรียบกับ 102 บาทดิบๆ แล้วโมเมว่า 102 บาทนั้นดีกว่า เพราะเงินทั้งสองจำนวนมาจากคนละเวลากัน

ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเงิน 100 บาทวันนี้ กับเงิน 102 บาทอีกปีหนึ่งข้างหน้า มีจำนวนเท่ากัน

ถ้าเปรียบเทียบตามเวลาเดียวกัน

เรื่องนี้ทำไมถึงสำคัญ สำคัญก็เพราะนักลงทุนต้องนำหลักการของ Present Value

มาใช้ช่วยในการตัดสินใจเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด สมมตินักลงทุนถูกรางวัล 5 ล้านบาท แต่มีทางเลือกให้รับเงิน

ห้าล้านในหนึ่งปีหรือห้าปีๆละหนึ่งล้านนักลงทุนจะเลือกแบบไหน

เรื่องนี้ Present Value ช่วยได้ Present Value จะทำให้นักลงทุนสามารถมองเห็นว่าการจ่ายเงินรางวัลแบบ

"ห้าปีๆ ละหนึ่งล้าน" นั้นดีสู้แบบ "ห้าล้านในหนึ่งปี" ไม่ได้ เพราะถ้านักลงทุนได้รับเช็คล่วงหน้า 5 ใบ

เพื่อให้ไปขึ้นเงินปีละหนึ่งล้าน (Future Value) แต่เกิดความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทันทีในวันนี้ (Present Value)

นักลงทุนต้องนำเช็คนั้นไปขายลด และจะได้รับเงินสดมาน้อยกว่า 5 ล้าน (จะน้อยกว่าเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับ

"อัตราคิดลด"ที่ใช้ในการคิดดอกเบี้ยล่วงหน้านั้น)

ถ้าเข้าใจหลักการนี้ เราจึงจะเข้าใจว่าทำไม งบการเงินจึงบังคับให้บริษัทแสดงมูลค่าสินทรัพย์

และหนี้สินที่มีอายุเกินหนึ่งปีด้วย Present Value เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น

งบการเงินจะแสดงมูลค่าของเงินต่างเวลาผสมปนเปจนเปรียบเทียบกันไม่ได้

เหมือนขนมเต้าทึงที่ไม่รู้ว่าแป้งกรอบพุดทราจีนหรือลำไยแห้งอะไรมีมูลค่าสูงกว่าอะไร

เมื่อบริษัทให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินระยะเวลาเกินหนึ่งปี บริษัทก็จะต้องแสดง "เงินให้กู้ยืม" ในงบดุลด้วย Present

Value โดยใช้ "อัตรากู้ยืมในตลาด" ของลูกหนี้คนนั้น ณ วันนั้นเป็นอัตราคิดลด อัตราตลาดนี้ถือเป็น

"อัตราประจำตัว"ซึ่งจะอยู่คู่กับ "เงินให้กู้ยืม"ไปจนหมดอายุไม่มีการเปลี่ยนแปลง

แม้ว่า "อัตรากู้ยืมในตลาด" จะเปลี่ยนแปลงไป (เช่น ตอนปล่อยกู้อัตราตลาดอยู่ที่ 10%

แต่อัตราตลาดขณะนี้อาจอยู่ที่ 5.5%) เพราะ "อัตราประจำตัว" จะบอกให้รู้ว่า "เงินให้กู้ยืม"

ก้อนนี้มีมูลค่าเท่าไรณตอนที่เกิดขึ้น "อัตราประจำตัว"นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อัตราตามสัญญาเดิม"

ถ้าเปรียบ "เงินให้กู้ยืม" เป็นมะนาว (ซึ่งกำลังเป็นข่าวดัง) เมื่อเราซื้อมะนาวมาหนึ่งเข่ง

เราต้องรู้ว่ามะนาวเข่งนี้มีราคากี่บาท สมมติว่า 50 บาท จำนวน 50 บาท

จะอยู่คู่กับมะนาวเข่งนี้ไปจนมะนาวเข่งนี้จะหาไม่

ฟังดูไม่น่าเชื่อว่าจะนำ "มะนาว" มาเปรียบกับ "เงินให้กู้ยืม" ได้ แต่ความจริงแล้ว

การบันทึกบัญชีสินทรัพย์สองอย่างนี้ใช้หลักการเดียวกัน ตอนที่เราจ่ายเงินให้ลูกหนี้กู้ยืมไป

เปรียบเหมือนกับการที่เราจ่ายเงินซื้อมะนาว "อัตรากู้ยืมในตลาด" ที่จะอยู่คู่กับเงินให้กู้ยืมไปจนหมดอายุ

(หรือที่เรียกว่า "อัตราตามสัญญาเดิม") ก็เหมือนกับ "ราคาตลาด"ของมะนาวเข่งละ 50 บาท ที่จะกลายเป็น

"ต้นทุน"ของมะนาวเข่งนี้ไปตลอดเปลี่ยนไม่ได้เพราะจ่ายเงินไปแล้ว

ทีนี้ถ้ามะนาวเกิด "ด้อยค่า" คือ มะนาวเริ่มเน่าทำให้เราไม่สามารถขายมะนาวให้ได้เงินกลับคืนมาถึง 50 บาท

เราก็ต้องมานั่งหาว่าตอนนี้มะนาวเข่งนี้จะขายได้เท่าไร สมมติว่า 30 บาท เราก็ต้องเอา 50 ลบ 30

แล้วบันทึกการด้อยค่าของมะนาวว่าเป็น 20 บาท มะนาวในงบดุลจะลดลงเหลือ 30 บาท

และขาดทุนจากการด้อยค่าในงบกำไรขาดทุนจะสูงขึ้น 20บาท

ในกรณีของเงินให้กู้ยืม วันที่บริษัทให้เงินกู้ไป บริษัทต้องจ่ายเงินออกไปจริง สมมติว่า 10 ล้านบาท

(คล้ายกับการจ่าย 50 บาทซื้อมะนาว) ในอนาคต ลูกหนี้ต้องนำดอกเบี้ยมาจ่ายคืนบริษัททุกปี สมมติปีละ 1

ล้านเป็นเวลา 5 ปี และจ่ายเงินต้นคืนเมื่อถึงปีที่ 5 "อัตราสัญญาเดิม" ที่เกิดขึ้น ณ วันที่กู้ประมาณว่าเท่ากับ

10% จะถือเป็น "ต้นทุน" ของเงินให้กู้ยืมก้อนนี้ และจะอยู่คู่กับเงินก้อนนี้ไปจนหมดอายุ เปลี่ยนแปลงไม่ได้

เพราะจ่ายออกไปแล้ว

ดังนั้น ในการบันทึกบัญชี "เงินให้กู้ยืม" เป็นสินทรัพย์ในงบดุล บริษัทต้องนำกระแสเงินสดทั้งหมด (ดอกเบี้ยปีละ

1 ล้าน และเงินต้น 10 ล้าน) คิดลดด้วยอัตรากู้ยืมในตลาดขณะนั้นคือ 10% เป็นระยะเวลา 5 ปี Present Value

ที่คำนวณได้จะเท่ากับ 10ล้านตามที่บริษัทควักกระเป๋าจ่ายไป

สมมติว่า "เงินให้กู้ยืม" เกิดการด้อยค่าในทันที (ยืมปุ๊บ ก็เบี้ยวปั๊บ) ในการบันทึกบัญชี บริษัทต้องหาว่า

บริษัทจะเก็บเงินได้จริงๆ เท่าไร (เรียก "กระแสเงินสดในอนาคต")

บริษัทจึงไปทำการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้บอกว่า จะใช้คืนดอกเบี้ยให้ ปีละ 5 แสน 5 ปี

แล้วคืนเงินต้นให้ 8 ล้านบาท ขาดทุนที่เกิดจากการด้อยค่าของเงินให้กู้ยืมนี้ จะมีชื่อเรียกที่เฉพาะเจาะจงว่า

"ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้"

การบันทึก "ขาดทุนจาการปรับโครงสร้างหนี้" ใช้หลักการเดียวกับการบันทึกการด้อยค่าของมะนาว

บริษัทต้องหา "เงินกู้ยืมที่จะเก็บได้" (เปรียบได้กับเงินที่จะได้จากมะนาว 30 บาท) เพื่อมาลบกับ 10 ล้าน

(เปรียบกับมะนาว 50 บาท) เพื่อบันทึกผลขาดทุนตามจำนวนที่จะไม่ได้รับคืนเทียบกับเงินที่จ่ายออกไปจำนวน

10ล้าน

"เงินกู้ยืมที่จะเก็บได้" ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้คือ Present Value ของดอกเบี้ยปีละ 5 แสน และเงินต้น 8

ล้านที่จะได้รับปีที่ห้า เงินจำนวนนี้จะนำไปลบจาก "เงินให้กู้ยืม" จำนวน 10 ล้านได้ก็ต่อเมื่อ Present Value

ของเงินจำนวนนี้คำนวณโดยใช้ "ฐาน" เดียวกันกับ "เงินให้กู้ยืม ดั้งเดิม นั่นคือ บริษัทต้องใช้

"อัตราตามสัญญาเดิม"ที่ 10%ในการคิดลดกระแสเงินสดที่จะได้จากสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

การใช้อัตราอื่นมาคิดลด เท่ากับเป็นการ "เปลี่ยนตัว" เงินให้กู้ยืม

เหมือนกับการนำเอามะนาวเข่งอื่นมาตีราคาเพื่อเปรียบเทียบกับมะนาวเข่งเดิม

เพราะองค์ประกอบที่เปลี่ยนไปของเงินให้กู้ยืม จะทำให้เงินให้กู้ยืมนั้น "กลาย"

เป็นเงินให้กู้ยืมอื่นที่มีคุณลักษณะแตกต่างไปจากเดิม

นี่เป็นวิธีแสดง "กลตัวเลข" อย่างง่ายๆ คิดถึงมะนาวเข้าไว้ เราซื้อมา 50 บาท ตอนนี้จะขายได้ 30 บาท

ขาดทุนจากการด้อยค่าจะเกิดขึ้น 20 บาท โอ้ย! ตาย! สูงไป ทำอย่างไรดี แถมมะนาวยิ่งเก็บยิ่งเน่า ถ้ารอต่อไป

มะนาวเน่าเต็มเข่งแล้วราคา 30บาทก็จะไม่มีใครซื้อ

ใจเย็นๆ แม้ราคา 50 บาท ที่ซื้อมะนาวมาจะได้บันทึกไปแล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว แต่การเล่นกลตัวเลขก็ยังทำได้

ให้หามะนาว "เข่ง" อื่นมา "สวมรอย" ว่าเป็นมะนาว "เข่ง" เดียวกัน เอา "เข่ง" ที่เพิ่งเก็บมาจากสวนนะ

อย่าเอาเข่งที่มีแต่มะนาวเน่า แล้วเอาไปตีราคา สมมติว่าได้ 48 บาท ก็เอา 48 มาลบจาก 50

ขาดทุนจากการด้อยค่าของมะนาวเข่งเน่าก็จะเหลือแค่ 2บาท

มะนาวจะเน่าก็เน่าไป แต่ตัวเลขในงบการเงินก็ยังสวยอยู่ มะนาวในงบดุลก็ยังแสดงอยู่ที่ 48 บาท

ขาดทุนจากการด้อยค่าก็มีแค่ 2บาท

กลตัวเลขนี้สามารถนำมาใช้คำนวณ "ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้" ของ "เงินให้กู้ยืม" จำนวน 10

ล้านดอกเบี้ย 10% ได้ เมื่อเงินให้กู้ยืมกลายเป็น "หนี้เน่า" บริษัทสามารถแสดง "กลตัวเลข"

โดยการนำกระแสเงินสดที่จะได้จากสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มาคิดลดด้วยอัตราที่แตกต่างไปจาก 10%

การทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการอุปโลกน์ว่าสัญญาที่เกิดขึ้นคือ สัญญาใหม่

(เหมือนมะนาวเข่งใหม่ที่เพิ่งเก็บมาหยกๆไม่ใช่เข่งเก่าที่เน่าแล้วเน่าอีก)

กลตัวเลขจะให้ผลขนาดไหนขึ้นอยู่กับ "อัตราคิดลด" ที่นำมาใช้ "อัตราตามสัญญาเดิม"

บอกความจริงว่ามะนาวเป็นเข่งที่เก็บมานานแล้ว และอาจจะเน่าหมดเข่งแล้ว "อัตราต้นทุนทางการเงิน"

บอกให้แอบมะนาวเข่งเน่าไว้เสีย แล้วนำมะนาวเข่งใหม่ที่เพิ่งเก็บวันนี้มาตีราคาเพื่อหาผลขาดทุน ส่วน

"อัตรากู้ยืมในตลาด"ก็อยู่ตรงกลางระหว่างอัตราทั้งสอง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้เปิดให้ "ทางเลือก" ก็คือ บริษัทที่นำ "อัตราสัญญาเดิม"

มาใช้ จะแสดงสินทรัพย์ต่ำ กำไรต่ำ แต่จำนวนที่แสดงเป็นจำนวนที่มีคุณภาพ

ถือว่าเป็นบริษัทที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ส่วนบริษัทที่ใช้ "อัตราต้นทุนทางการเงิน" จะแสดงสินทรัพย์สูง กำไรสูง

แต่นักลงทุนเห็นแล้วก็ถอยห่างเอาไว้ แล้วท่องคาถา "มายา มายา อย่าโลภ"

เพราะมะนาวเน่าไม่ได้แสดงไว้ในงบการเงิน

เห็นหรือไม่ว่า มะนาวมีสรรพคุณมากกว่าที่คิด ถ้านักลงทุนเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับมะนาวในงบการเงิน

ประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับจากมะนาว (ไม่ลงทุนในบริษัทที่เลือกใช้ "อัตราต้นทุนทางการเงิน"

ในการคำนวณขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้)อาจมีมากว่าการนำมะนาวมาใช้ในทางอื่นที่กำลังฮือฮากัน

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved