ฉบับที่ 001/2545 วันอังคารที่ 7 สิงหาคมพ.ศ. 2545
ตามที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับที่34ผ่อนคลายความเข้มงวดทำให้อาจมี
ผลกระทบ ต่อแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีและทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบัญชี
ไทยมากขึ้นนั้นสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยขอเรียนชี้แจงในประเด็นที่เป็น
ปัญหาเพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยทั่วกันว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี
ที่เป็นสากลและจะไม่มีผลกระทบต่อการ กำกับดูแลกิจการที่ดี หรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่อย่างใดดังนี้
ในปี2541ได้เคยมีการนำเสนอร่างมาตรฐานการบัญชีฉบับที่34ต่อคณะกรรมการควบคุมวิชาชีพสอบบัญชี
(ก.บช.) ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางการบัญชีและตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งอย่างไร
ก็ตามทางก.บช.เห็นสมควรให้มีการทบทวนเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการปรับโครงสร้างหนี้
ของสถาบันการเงินและอาจมีผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
หลังจากที่คณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ได้เข้ามารับงานในกลางปี2544ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์มาตรฐาน
การบัญชี ทั้งที่เป็นของสากล และของประเทศสหรัฐอเมริการับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการผู้ปฏิบัติการ
หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงินหน่วยงานกำกับดูแลการจัดทำงบการเงินตลอดจนบุคคลในวิชาชีพทั่วไป
และได้นำสรุปผลการศึกษาว่า ควรให้มีการใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสภาพของหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างแต่ละ
รายโดยให้วัดผลขาดทุนจากการปรับ โครงสร้างหนี้ของผู้ให้กู้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งต่อไปนี้
1. เปรียบเทียบมูลค่าหนี้ ตามบัญชีกับมูลค่าปัจจุบันของหนี้ที่จะได้รับคืนโดยมีทางเลือกสำหรับอัตราดอกเบี้ย
ในการ คำนวณดังนี้
1.1 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาด ณวันที่ตกลงปรับโครงสร้างหนี้
1.2 อัตราต้นทุนทางการเงินของผู้ให้กู้สำหรับเงินทุนที่จัดหามาในการสนับสนุนการให้ สินเชื่อซึ่งรวมทั้ง
สินเชื่อที่มีปัญหา แต่ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันใหม่ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สูงกว่าอัตราต้นทุน
ทางการเงินให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาใหม่ อย่างไรก็ตามทางเลือกนี้ให้ใช้กับ เฉพาะลูกหนี้ที่ไม่เคยปรับ
โครงสร้างหนี้มาก่อน
1.3อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเดิม
อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในการคำนวณมูลค่าปัจจุบัน
เป็นเรื่องที่มีการโต้แย้งกันมากโดยอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม เงินเดิมเป็นอัตราตามมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตามจากสภาพการเงินของประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์ ทางการเงินและในปัจจุบันมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะกล่าวคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงมากก่อนเกิดวิกฤติและอัตรา
ดอกเบี้ยที่แม้จะค่อนข้างต่ำในปัจจุบันแต่ก็มีปัญหาเงินฝากที่ล้นเกินในระบบทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถ
นำเงินจำนวนดังกล่าวไปปล่อยกู้ในตลาดได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น
ดังนั้นเพื่อรับทราบภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจการเงินของประเทศไทยผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณามาตรฐาน
ฉบับนี้ ส่วนใหญ่เห็นชอบกับการอนุญาตให้มีวิธีการต่างๆที่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกได้โดยต้อง
มีการเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินว่ามีการใช้วิธีการใด
2.เปรียบเทียบมูลค่าหนี้กับมูลค่ายุติธรรมของหลักประกันในกรณีที่หลักประกันนั้นเป็นแหล่งเงินทุนในการ
ชำระหนี้ หรือในกรณีที่ลูกหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้นั้นไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ เจ้าหนี้
จะใช้สิทธิบังคับหลักประกันเพื่อการชำระหนี้
ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้าหนี้จะเลือกใช้วิธีการใดในการคำนวณขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล
เกี่ยวกับวิธีการที่ใช้มูลค่าหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างในแต่ละวิธี เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินผลของวิธี
การที่ใช้และเปรียบเทียบงบการเงินได้นอกจากนี้ถ้าหากเลือกใช้วิธีการใดกับลูกหนี้
รายหนึ่งๆแล้วจะต้องใช้วิธีนั้นโดยสม่ำเสมอ
สมาคมฯขอเรียนย้ำว่าวิธีการคำนวณขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง2วิธี เป็นวิธีที่สอดคล้องกับสากลโดย
ที่สมาคมฯได้พิจารณาถึงความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยและเสนอให้มีทาง เลือกสำหรับ
อัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าปัจจุบันเพิ่มเติมขึ้นเท่านั้นกำหนดให้ผู้ปฏิบัติต้องมีการ เปิดเผยข้อมูล
ที่ครบถ้วนและเพียงพอสำหรับผู้ใช้งบการเงินทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่ามาตรฐานการ บัญชีของไทยมี
คุณภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรฐานการบัญชีของประเทศอื่นๆ
สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร
วันที่ 6 สิงหาคมพ.ศ. 2545
สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย

|