ศึกษาและวิเคราะห์ก่อนวางระบบบัญชี
โดย ศิริรัตน์ โชติเวชการ
ก่อนที่จะเริ่มวางระบบบัญชี ท่านจะต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าปัจจัยภายในที่มีอยู่มีความพร้อมต่อการวาง
ระบบบัญชีหรือไม่ ปัจจัยที่สำคัญเป็นประการแรกก็คือ นโยบายของกิจการ
แนวทางที่เรากำลังคุยกันอยู่คือการวางระบบบัญชีให้เป็นสากล ความหมายของมันก็คือ เราจะเอารายได้
้ทั้งหมดและค่าใช้จ่ายทั้งหมดใส่เข้าไปในระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้รายงานสถานะที่แท้จริงของกิจการ
ที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์เพื่อได้นำมาใช้ในการตัดสินใจในการดำเนินและพัฒนาธุรกิจ และเพื่อนำข้อมูล
เหล่านี้มาใช้ในการวางแผนภาษีเพื่อให้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องแต่ประหยัด
พูดง่ายๆคือเรากำลังจะนำเอาระบบธรรมาธิบาลมาใช้กับกิจการด้วยการทำบัญชีชุดเดียว
เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเริ่มลังเลเพราะ ถ้าให้แสดงค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นไม่มีปัญหา ทุกวันนี้ก็พยายามทำอยู่แล้ว
แต่การที่จะให้เอารายได้ทั้งหมดมาแสดงนั้นจะเกิดความกังวลว่าจะทำให้มีกำไรและต้องเสียภาษีมากเกินไป
ท่านทราบหรือไม่ว่าจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่พบเห็นมา กิจการที่บันทึกรายได้ไม่ครบก็มักจะมีค่าใช้จ่าย
ส่วนหนึ่งที่บันทึกบัญชีไม่ครบเช่นกัน
ตัวอย่าง เช่น ภัตตาคารแห่งหนึ่งแจ้งรายได้ทางภาษีเพียงครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด
แต่ขณะเดียวกันไม่ได้นำเอารายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหารในส่วนที่เป็นของสดที่ซื้อ
จากแม่ค้าในตลาดซึ่งมีมูลค่าเกินครึ่งของต้นทุนในการดำเนินการมาบันทึกเป็นต้นทุนเพราะไม่สามารถนำ
หลักฐานในการซื้อมาลงบัญชีได้
จะเห็นได้ว่าถ้ามีการวางแผนภาษีให้ดีโดยสามารถนำรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนนั้น มาลงบัญชีให้ครบถ้วน
งบการเงินของภัตตาคารแห่งนั้นก็จะไม่ได้แสดงกำไรอะไรมากมาย เสียภาษีไม่มากโดยไม่ต้องไปหลบภาษี
ีให้เหนื่อย
ซ้ำยังนอนตาไม่ค่อยหลับเพราะไม่รู้ว่าวันไหนสรรพากรจะมาตรวจและจับได้ซึ่งอาจทำให้ท่านเสียภาษีก้อน
โต แถมสรรพากรยังคิดดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือน หรือ 18%
ต่อปีซึ่งส่วนใหญ่คำนวณออกมาแล้วเงินก้อนนี้จะมากกว่าตัวภาษีเพราะกว่าสรรพากรจะมาตรวจพบการ
หนีภาษีก็ล่วงเลยไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี
ลองคิดทบทวนดูและยิ่งยุคนี้กรมสรรพากรมีขีดความสามารถในการจัดเก็บมาก
ดังนั้นน้อยคนนักที่จะหนีพ้นไปได้เพราะเขาใช้วิธีวิเคราะห์จากงบการเงินที่ท่านยื่นแบบฯ ไว้
โดยไม่ต้องเรียกเอกสารของท่านมาดูให้เสียเวลาถ้าตรวจพบความผิดปกติท่านก็จะถูกเชิญไปสอบถามและ
ชี้แจง
กิจการกลุ่มแรกที่จะถูกเรียก ก็คือพวกที่มีผลขาดทุนติดต่อกันเกิน สามปี
เขาจะถามว่าถ้าทำแล้วขาดทุนต่อเนื่องแบบนี้แล้วกิจการของท่านอยู่ได้อย่างไรและท่านจะทำไปเพื่ออะไร
ถ้าท่านขาดทุนจริงๆ ก็ต้องมีเหตุผลมาอธิบาย
ถ้าฟังขึ้นก็รอดตัวไปถ้าฟังไม่ขึ้นก็จะถูกตรวจสอบในรายละเอียด
ในความเป็นจริง กิจการที่ขาดทุนจริงๆติดต่อกันเกิน สามปีโดยมิได้นำรายได้หลบไปไหนก็มี เช่น บริษัทฯ
ในเครือของต่างชาติแห่งหนึ่งมาตั้งในประเทศไทยก็เพื่อผลิตสินค้าบางโมเดล
ที่ขายไม่ดีแต่ยังจำเป็นต้องมีไว้เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรามีของครบ
ยอดขายก็ไม่มากแถมยังต้องขายตัดราคากับคู่แข่ง
ทำให้เกิดการขาดทุนแต่ที่อยู่มาได้เพราะบริษัทแม่ในต่างประเทศให้การสนับสนุนด้านการเงิน
เหตุผลดังกล่าวเมื่ออธิบายกับเจ้าหน้าที่สรรพากรพร้อมนำหลักฐานไปชี้แจงก็สามารถเอาตัวรอดมาได้
กิจการกลุ่มที่สอง ที่จะถูกเชิญ ก็คือพวกที่เจ้าหน้าที่สรรพากรวิเคราะห์และพบว่า สัดส่วนของรายได้
กับค่าใช้จ่ายไม่มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ปกติก็จะเชิญเจ้าของกิจการไปสอบถาม
ถ้าท่านสามารถชี้แจง
ได้อย่างมีเหตุผลก็รอดตัวไปแต่ถ้าท่านจนแต้มก็ต้องยอมเสียภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
ที่มา....หนังสือพิมพ์ BUSINESS THAI

|