การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (3)
ตอน JOKE ที่กลายเป็นจริงเราพูดถึงมาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับเรื่อง การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา
มาสองครั้งแล้ว
และทุกครั้งเราก็ได้พูดถึงการเปิดทางเลือกให้นำอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันมาคิดลดกระแสเงินสดที่จะได้
รับตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่องบดุลจะได้ไม่แสดงจำนวน เงินให้กู้ยืม
ที่ต่ำเกินไปและงบกำไรขาดทุนจะได้ไม่แสดงจำนวนขาดทุนที่สูงเกินไป
การเล่นกลตัวเลขนั้นไม่ยาก โดยเฉพาะการทำมูลค่าปัจจุบันของ เงินให้กู้ยืม ให้มีจำนวนสูงขึ้น ขณะที่ทำให้
ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ มีจำนวนต่ำลง เพราะสูตรการคำนวณมูลค่าปัจจุบันมี ตัวตั้ง
เป็นกระแสเงินสดที่บริษัทจะได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ และ ตัวหาร เป็นอัตราคิดลด (กระแสเงินสด /
อัตราคิดลด)
ถ้าเราสามารถทำให้อัตราคิดลด (ที่เป็นตัวหาร) ลดต่ำลงมากเท่าไร มูลค่าปัจจุบันของ เงินให้กู้ยืม
ก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นถ้าเราสามารถลดอัตราคิดลดลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นศูนย์
สูตรการคำนวณมูลค่าปัจจุบันจะทำให้ ตัวหาร กลายเป็น 1" และมูลค่าปัจจุบันของ เงินให้กู้ยืม
จะมีจำนวนเท่ากับ "ตัวตั้ง" หรือเท่ากับจำนวนเงินที่จะได้รับตามสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้
โดยไม่มีการปรับให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน เท่านั้น เราก็จะสามารถ "สร้าง"
ตัวเลขขาดทุนที่มีจำนวนต่ำที่สุดได้ภายใต้ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่
ถ้าเราสามารถทำได้ขนาดนั้น เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปวุ่นวายกับ "อัตราต้นทุนทางการเงิน"
ที่มาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่จะอนุญาตให้ใช้ เพราะอัตราต้นทุนทางการเงิน
นั้นเป็นตัวแทนของอัตราเงินฝาก และถึงแม้ว่าอัตราเงินฝากจะต่ำขนาดไหน ก็จะไม่มีวันที่จะเป็นศูนย์ไปได้
และทางเดียวที่จะทำให้อัตราคิดลดเป็นศูนย์ก็คือต้องไม่คิดลดกระแสเงินสดเลย
การอนุญาตให้ไม่ต้องคิดลดกระแสเงินสดนั้นทำได้ไม่ยาก วิธีทำก็คือ เปิดให้มี "ทางเลือก"
ในการบันทึกบัญชีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทาง คราวนี้ต้องอนุญาตให้บริษัทสามารถนำมูลค่าของ
"หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้" มาคำนวณการขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ แค่นี้ก็สามารถ ลัดวงจร
มูลค่าปัจจุบันไปได้โดยไม่ต้องมานั่งเถียงกันเรื่องอัตราคิดลด
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำมูลค่าของ หลักประกัน มาใช้ นี้ ปรากฏอยู่ในมาตรฐานการบัญชีเรื่อง
"การด้อยค่าของสินทรัพย์"
ซึ่งตอนนี้ทำท่าจะย้ายมาเป็นทางเลือกใหม่ในการบันทึกขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อกำหนดนี้ระบุว่า
บริษัทสามารถนำมูลค่าของหลักประกันมาใช้ประมาณมูลค่าของเงินให้กู้ยืมได้
ถ้าบริษัทคาดว่าหลักประกันนั้นจะเป็นแหล่งชำระหนี้เพียงแหล่งเดียวของลูกหนี้
ฟังๆ ดูแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่า การย้ายข้อกำหนดจากมาตรฐานการบัญชีฉบับหนึ่งไปไว้ในอีกฉบับหนึ่ง
จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างไร แต่ถ้าคิดดูให้ดีจะเห็นว่า
การย้ายข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำให้ผลขาดทุนที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้แสดง "ตัวเลข"
ที่ต่างไปจากเดิม
ถ้าอยากเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า
การด้อยค่าของลูกหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะทำการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะตามปกติ บริษัทจะทราบว่า
เงินให้กู้ยืมที่มีอยู่นั้นเกิดการด้อยค่าขึ้นก่อนที่การปรับโครงสร้างหนี้จะเกิดขึ้น
ในทางบัญชี เหตุการณ์ที่เกิดก่อนต้องนำมาบันทึกบัญชีก่อน ดังนั้น บริษัทจึงต้องบันทึก
ขาดทุนจากการด้อยค่าของหนี้ ก่อนที่จะบันทึก ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ (คำว่า การด้อยค่าของลูกหนี้
อาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่ถ้าเปลี่ยนไปเรียกว่า "หนี้สูญ" แล้ว ทุกคนก็จะถึงบางอ้อทันที
เพราะการบันทึกการด้อยค่าของลูกหนี้ก็คือการบันทึกหนี้สูญนั่นเอง)
ทีนี้ ถ้าบริษัททราบว่า เงินให้กู้ยืม นั้นด้อยค่าเพราะลูกหนี้ไม่มีปัญญาจะจ่ายหนี้จนบริษัทเห็นทีที่เข้ายึด
หลักประกัน ในกรณีนี้ กระแสเงินสด เดียวที่บริษัทจะได้รับก็คือ มูลค่าของหลักประกัน ดังนั้น ในอดีต
มาตรฐานการบัญชีเรื่องการด้อยค่าของสินทรัพย์จึงอนุญาตให้บริษัทนำ มูลค่าของหลักประกัน
มาใช้ในการประมาณมูลค่าของลูกหนี้ (เงินให้กู้ยืม)เพื่อบันทึกการขาดทุนจากการด้อยค่า
แต่ถ้าบริษัทไม่ต้องการยึดหลักประกัน และสามารถบังคับให้ลูกหนี้ยอมรับที่จะจ่ายหนี้บางส่วนแก่บริษัท
บริษัทก็ควรคำนวณผลขาดทุนหรือ หนี้สูญ
ของเงินให้กู้ยืมจากมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่บริษัทจะได้รับตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ คิดลดด้วย
อัตราตามสัญญาเดิม
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าข้อกำหนดทางบัญชีอนุญาตให้บริษัทสามารถคำนวณ ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้
โดยใช้มูลค่าของหลักประกันแทนที่จะบังคับให้ต้องคำนวณจากมูลค่าปัจจุบันตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบริษัทจะสามารถ "เลือก"ผลขาดทุนที่ต่ำที่สุดมาแสดงในงบกำไรขาดทุน
ตัวอย่างอาจทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติว่าบริษัทสามารถไล่ล่าลูกหนี้มาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้
โดยบริษัทจะยอมรับชำระหนี้ด้วยจำนวนที่เท่ากับมูลค่าของหลักประกัน
แต่เนื่องจากลูกหนี้ไม่สามารถหาเงินก้อนมาจ่ายหนี้ (และบริษัทก็ไม่ต้องการยึดหลักประกัน)
บริษัทจึงยินยอมให้ลูกหนี้ทยอยจ่ายชำระเงินเป็นเวลา 5 ปี ในกรณีนี้ บริษัทต้องบันทึก
ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้เป็นจำนวนเท่าไร ?
ก็เจ้านายอยากให้บันทึกเท่าไรล่ะ ? อยากให้ใช้อัตราตามสัญญาเดิม อัตราตลาด อัตราต้นทุนทางการเงิน
หรือมูลค่าของหลักประกัน ?"
มาถึงตอนนี้ นึกถึง Accounting Joke ที่คน (ที่ไม่ใช่นักบัญชี) ชอบแซวนักบัญชีขึ้นมาทันที แซวกันอยู่ได้ว่า
นักบัญชีสามารถทำตัวเลขกำไรให้ออกมาเป็นเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ
แล้วไหงอยู่ๆเรื่องตลกจึงได้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้!?!
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ BUSINESS THAI

|