free web hosting | free hosting | Business WebSite Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair การบริหารต้นทุน

ปัญหาสำคัญอันหนึ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาคือ

ปัญหาการควบคุมต้นทุน ทั้งนี้ เพราะสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด การตัดราคากันเอง

การลดแลกแจกถามสารพัดรูปแบบ รวมทั้งการแทรกแซงของผู้ผลิตจากต่างประเทศ

ผู้ประกอบการจึงต้องรัดเข็มขัดตลอดเวลา เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำกำไรทั้งในยามนี้และยามหน้า ดังนั้น

การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบริหารทางการตลาด

หลักสำคัญในการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพก็คือ

ต้องรู้จักและเข้าใจต้นทุนให้ดีเสียก่อนที่จะไปจัดการต้นทุนให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ

ต้นทุน (Cost) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากร ซึ่งอาจจะได้แก่ เงินสด หรือแรงงานที่ต้องเสียไป เช่น

กิจการจ่ายเงินสดซื้อรถบรรทุก มูลค่า 600,000 บาท รถบรรทุกมีต้นทุนเท่ากับ 600,000 บาท

ตามเงินสดที่ต้องจ่ายไปในปัจจุบัน หรือตามภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ค่ารถบรรทุกในอนาคต

ในทำนองเดียวกันกิจการที่จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้ามาขาย ต้นทุนของสินค้าก็คือ

จำนวนเงินที่ต้องการจ่ายออกไปเพื่อให้ได้สินค้านั้นมาขายไว้ในอนาคต

ต้นทุน VSค่าใช้จ่าย

ต้นทุนแตกต่างจากค่าใช้จ่ายหรือไม่ คนโดยทั่วไปอาจใช้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายสลับกันบ้าง

แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่านต้องการจะแสดงผลการดำเนินงานขององค์กรตามระยะเวลา (ปกติจะแสดงเป็นงวด

บัญชี ซึ่งเท่ากับ 1 ปี) จะมีการจำแนกรายการที่เป็นค่าใช้จ่ายออกจากรายการที่เป็นต้นทุน

ในที่นี้ค่าใช้จ่ายหมายถึงต้นทุนที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ (ผลได้) หรือได้ใช้ประโยชน์ไปแล้วในงวดเวลานั้น

เช่น ต้นทุนค่ารถบรรทุก 600,000บาท

สมมติว่ากิจการตั้งใจจะใช้รถบรรทุก 10 ปี ดังนั้น

เมื่อใช้รถบรรทุกไปหนึ่งปีก็เท่ากับได้ใช้ประโยชน์รถบรรทุกไป 60,000 บาท (หรือ 600,000, 1/10 )

รายการนี้เป็นค่าใช้จ่าย ในทางบัญชีเราเรียกต้นทุนการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินถาวรว่าเป็นค่าเสื่อมราคา

ส่วนรายการที่เหลืออยู่จำนวน 500,000 บาท (ต้นทุนรถบรรทุกที่ซื้อมา 600,000 - ค่าเสื่อมราคา 100,000)

หรือที่เรียกว่าเป็นราคาตามบัญชี (Book Value) ของรถบรรทุกยังถือว่าเป็นต้นทุน ณ วันสิ้นปีที่ 1

ของการใช้รถบรรทุก

การจำแนกประเภทต้นทุน/ค่าใช้จ่าย

การที่มีศัพท์ต้นทุนมากมาย ก็เพราะมีผู้นำต้นทุนไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น ต้นทุนคงที่

ต้นทุนผันแปร ต้นทุนทางอ้อม ต้นทุนค่าเสียโอกาส ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

บางคนต้องการทราบต้นทุนในการผลิตสินค้า บางคนต้องการทราบต้นทุนเพื่อไปจัดทำงบประมาณ

บางคนต้องการทราบต้นทุนเพื่อไปกำหนดราคาขายหรือตัดสินใจในปัญหาต่างๆ

จึงมีการจำแนกประเภทต้นทุนตามลักษณะหรือเพื่อกิจกรรมที่นำไปใช้งานดังนี้

1.จำแนกต้นทุนเพื่อต้องการทราบต้นทุนของหน่วยงาน

2.จำแนกต้นทุนเพื่อต้องการทราบต้นทุนผลิตภัณฑ์

3.จำแนกต้นทุนเพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ

1.จำแนกต้นทุนเพื่อทราบต้นทุนของหน่วยงาน (Functional)

โดยทั่วไปกิจการไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ จะแบ่งโครงสร้างการบริหารตามลักษณะหน้าที่งาน เช่น

การขาย การผลิต การบริการ การบัญชี การเงิน การจัดซื้อ ฯลฯ

องค์กรขนาดใหญ่ก็จะมีการแบ่งระดับการบังคับบัญชาเป็นฝ่าย แผนก ส่วนงาน หน่วยงาน หรือ บียู

ซึ่งย่อมาจาก Business Unit แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อหน่วยงานนั้นอย่างไร

การจำแนกประเภทต้นทุนก็จะใช้หลักการเดียวกันคือ แบ่งต้นทุนเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

(1.1) ต้นทุนทางตรง (Direct cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นในหน่วยงานโดยตรง เช่น

แผนกบัญชีจ่ายค่าพาหนะไปติดต่อธนาคาร รายการนี้จะถือเป็นต้นทุนทางตรงของแผนกบัญชี

ในทางปฏิบัติรายการบางรายการจะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นต้นทุนทางตรงของแผนกใด เช่น

ค่าโฆษณาเป็นต้นทุนของแผนกขาย ค่าวัตถุดิบเป็นต้นทุนของแผนกผลิต

รายการนี้สามารถควบคุมต้นทุนได้โดยง่าย

(1.2) ต้นทุนทางอ้อม (Indirect cost) หมายถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อหลายหน่วยงาน เช่น

ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ส่วนกลาง ค่าเช่าอาคาร ฯลฯ เมื่อมีหลายหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ก็ต้องเฉลี่ยต้นทุนไปให้ตามสัดส่วนการใช้ ซึ่งวิธีการเฉลี่ยต้นทุนทางอ้อมนี้ นักบัญชีจะเรียกว่าเป็น

วิธีการปันส่วนต้นทุน (Cost Allocation) ปัญหาที่ผู้เขียนมักได้ยินบ่อยครั้งก็คือ

จะหาเกณฑ์ปันส่วนต้นทุนอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด

และก่อให้เกิดความยุติธรรมต่อทุกหน่วยงานมากที่สุด เรื่องการปันส่วนต้นทุนจึงเป็นปัญหาใหญ่ของทุกองค์กร

เพราะหากปันส่วนผิดก็จะมีผลกระทบต่อทุกแผนกและผู้บริหารแผนกโดยตรง

2.จำแนกต้นทุนเพื่อต้องการทราบต้นทุนของผลิตภัณฑ์

ต้นทุนที่คิดเข้าตัวสินค้าจะมี 3 ประเภทดังนี้

(2.1) วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials) หมายถึง

สิ่งที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญโดยตรงในการผลิตสินค้า

ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงที่รวมอยู่ในต้นทุนของสินค้าหนึ่งหน่วยนั้นสามารถคำนวณได้โดยง่าย

(2.2) ค่าแรงทางตรง (Direct Labor) หมายถึง

ค่าตอบแทนที่จ่ายให้พนักงานผลิตซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป ตัวอย่างเช่น

ค่าแรงของพนักงานคุมเครื่องในแผนกประกอบรถยนต์

(2.3) ค่าใช้จ่ายในการผลิต (Manufacturing Overhead) หมายถึง ต้นทุนการผลิตอื่นๆ

ที่นอกเหนือไปจากวัตถุดิบทางตรงและค่าแรงทางตรง

ค่าใช้จ่ายการผลิตจะเป็นส่วนที่ช่วยให้การผลิตดำเนินไปได้โดยปกติค่าใช้จ่ายการผลิตเหล่านี้จะได้แก่

(2.3.1) วัตถุดิบทางอ้อม (Indirect Materials) หมายถึง วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้า

แต่ใช้เป็นจำนวนน้อย และไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่รวมอยู่ในต้นทุนของสินค้าหนึ่งหน่วยได้โดยง่าย

ตัวอย่างเช่น กาว น้ำมันหล่อลื่น ด้าย กิจการบางแห่งอาจใช้คำว่า วัสดุโรงงาน (Factory Supplies)

หรือวัสดุสิ้นเปลือง (Supplies)เป็นรายการอีกรายการหนึ่งแยกต่างหากจากรายการวัตถุดิบทางอ้อม

(2.3.2) ค่าแรงทางอ้อม (Indirect Labor) หมายถึง ค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการผลิตโดยตรง

แต่มีส่วนช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้ เช่น เงินเดือนผู้ควบคุมงาน เงินเดือนยามประจำโรงงาน

เงินเดือนผู้จัดการโรงงาน

(2.3.3) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้สาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ค่าโทรสาร

(2.3.4) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้อาคารสถานที่ เช่น ค่าเช่า ค่าเบี้ยประกันภัยค่าภาษีโรงเรือน

(2.3.5) ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าเสื่อมราคาโรงงานค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร

(2.3.6)ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินทรัพย์ในโรงงาน

(2.3.7) ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆในโรงงาน

ในกรณีที่ต้องการคำนวณต้นทุนธุรกิจบริการ สมมติว่าเป็นต้นทุนการให้สินเชื่อของธนาคาร วัตถุดิบทางตรง

ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายให้แก่ลูกค้า ค่าแรงทางตรง ได้แก่

เงินเดือนและผลตอบแทนของพนักงานที่ทำหน้าที่ให้สินเชื่อ

ส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตจะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆของธนาคาร

3.จำแนกต้นทุนเพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ ความสำเร็จของธุรกิจอยู่ที่หนทางข้างหน้า

ผู้ประกอบการต้องการแผนที่หรือป้ายบอกทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายกำไรในอนาคต

นอกจากการวางแผนการตลาดที่ชาญฉลาดและฉับไวแล้ว

ยังต้องการการวางแผนต้นทุนที่ยืดหยุ่นที่สอดประสานกันเป็นอย่างดีกับการวางแผนทางการตลาด

นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องการต้นทุนเพื่อใช้ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ เช่น การกำหนดราคาขาย

การตัดสินใจรับงาน การตัดสินใจเพิ่ม/ลดกลุ่มผลิตภัณฑ์ สาขา ฯลฯ

จึงต้องมีการจำแนกต้นทุนเพื่อใช้ในการวางแผนและการตัดสินใจ

ที่มา....หนังสือพิมพ์ BUSINESS THAI


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved