free web hosting | free hosting | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair “การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา” (1)

ในรอบ 7-8 วันที่ผ่านมา มีข่าวบัญชีขึ้นหน้าหนึ่งอยู่อย่างน้อย 3 ข่าว ข่าวแรกคือ ข่าวที่มีการจัดอันดับ

มาตรฐานการบัญชีของไทยว่าอยู่ในอันดับรองโหล่ การจัดอันดับทำโดยการเปรียบเทียบมาตรฐานการ

บัญชีของประเทศต่างๆ กับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASs) ว่า มาตรฐานการบัญชีของแต่ละ

ประเทศที่นำมาจัดอันดับนั้นเบี่ยงเบนจาก IASsอย่างไร

ประเทศที่นำมาจัดอันดับก็เป็นประเทศที่กำลังแข่งขันกันแย่งลูกค้า (นักลงทุนต่างชาติ) ให้มาซื้อหุ้นในตลาด

หลักทรัพย์ของตน ส่วน IASs นั้น ก็เป็นมาตรฐานที่นานาประเทศใช้กัน (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) การเบี่ยงเบน

จาก IASs จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องดีอีกต่อไป เพราะประเทศคู่แข่งเขากำลังประชาสัมพันธ์กันยกใหญ่ว่า

มาตรฐานการบัญชีของเขาเป็น (หรือกำลังจะเป็น) IASs ทั้งดุ้น ผลจากการจัดอันดับทำให้ประเทศไทย

เสียหน้า (และเสียลูกค้า) พอสมควร เพราะข่าวที่ออกมา อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีเตลิดจากตลาด

หุ้นไทยไปซื้อหุ้นในตลาดอื่นเช่นสิงค์โปร์เกาหลี

ตามปกติ ในการตัดสินใจซื้อหุ้น นักลงทุนใหญ่ๆ (โดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุนสถาบัน) จะนำหุ้นที่ผ่าน

หลักเกณฑ์เบื้องต้น มาพิจารณาเปรียบเทียบกัน เพื่อเลือกหุ้นที่จะรวมในพอร์ตลงทุน ปัจจัยสำคัญๆ ที่นัก

ลงทุนใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก็มีหลายอย่าง เช่น บรรษัทภิบาล (Good Governance) ความเชื่อถือ

ได้ของข้อมูลในงบการเงินฯลฯ

เมื่อการจัดอันดับมาตรฐานการบัญชีของประเทศต่างๆ เป็นข่าวออกมา โอกาสที่หุ้นไทยจะไม่ผ่าน

เกณฑ์เบื้องต้น ก็สูงขึ้น ผลที่ตามมาคือ หุ้นไทยอาจ ตายตั้งแต่ในมุ้ง อย่างไม่รู้ตัว จนเป็นเหตุให้สงสัยว่า

เงินลงทุนที่ไหลบ่าออกจากตลาดหุ้นอเมริกันนั้นหายไปไหน ทำไมจึงไม่หลุดมาตลาดหุ้นไทยมากนัก

(ลองเหลือบตามองตลาดหุ้นเกาหลีดูสิว่าปริมาณการซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศนั้นเพิ่มขึ้นขนาดไหน)

เรื่องนี้ บางทีก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดในการประชาสัมพันธ์ ประเทศที่อยากออกข่าวเกี่ยวกับการเบี่ยงเบน

จาก IASs มากที่สุดคือ ประเทศที่เบี่ยงเบนจาก IASs น้อยที่สุด เพราะการประโคมข่าวแบบนั้นเป็นผลดี

ต่อตลาดหุ้น ดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง จริงๆ แล้วมาตรฐานการบัญชีของเกาหลียังห่างไกลจากการเป็น IASs

นัก แต่เขามีแผนที่จะเปลี่ยนเป็น IASs ภายในปี 2005 เขาเล่นข่าวนี้มาก และถือเป็นสัตยาบันของประเทศ

ที่ให้แก่สังคมโลก นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้ออนาคต ซื้อทิศทาง ดังนั้น เงินลงทุนจึงไหลไปที่เกาหลี ทั้งที่มาตรฐาน

การบัญชีของเกาหลีขณะนี้ยังสู้ของเราไม่ได้ แต่แนวโน้มการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีของเขาไปได้สวย

รวดเร็วและมีความขัดแย้งน้อยเพราะเขาร่วมมือกัน

เมื่อข่าว ไทยอยู่อันดับรองโหล่ ขึ้นหน้าหนึ่ง วันถัดไป ข่าวหน้าหนึ่งที่ตามมาคือ สำนักงาน ก.ล.ต. ส่งหนังสือ

ไปที่คนจัดอันดับ ชี้แจงว่าประเทศไทยควรจะมีอันดับดีกว่าที่จัดไว้สักแต้มสองแต้ม แต่เป็นที่น่าคิดว่า ข่าว

เกี่ยวกับการจัดอันดับประเทศไทยไว้รองโหล่นั้น กระจายไปในสังคมโลกแล้ว

แต่ข่าวเกี่ยวกับความคิดเห็นว่าประเทศไทยควรมีอันดับที่ดีกว่านี้จะมีแรงส่งพอที่ทำให้สังคมโลกหันมา

สนใจไหม

ส่วนข่าวที่สามที่เห็นคือ ประเทศไทยได้เปลี่ยนข้อกำหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 34 เรื่อง

การบัญชีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหาโดยอนุญาตให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น (จากที่เคยไม่มีทางเลือก

เลย)

เรื่องนี้เห็นจะต้องเท้าความกันหน่อย

ตามปกติธุรกิจ เมื่อมีลูกหนี้ ก็มีหนี้สูญ เมื่อมีหนี้สูญ บริษัทก็ต้องรับรู้หนี้สูญเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ หนี้สูญ

เกิดขึ้น นั่นคือ บันทึกประมาณการหนี้สูญทุกงวด แทนที่จะรอจนลูกหนี้หนีไปแล้วจึงบันทึก กฎบังคับไว้อย่างนี้

เนื่องจากเมื่อบริษัทเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้หรือเก็บได้น้อยลง จำนวนลูกหนี้ที่เคยแสดงเป็นสินทรัพย์ในงบดุล

ก็จะไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของลูกหนี้อีกต่อไป (อีกนัยหนึ่งคือ จำนวนลูกหนี้นั้น "เชื่อถือไม่ได้) เป็นเหตุให้

บริษัทต้องปรับจำนวนลูกหนี้ลงให้เท่ากับจำนวนเงินที่จะเก็บเงินได้

การปรับลดลูกหนี้ทำได้ไม่ยาก (แต่ยากที่จะทำ) บริษัทจะบันทึก หนี้สงสัยจะสูญ เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไร

ขาดทุนและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เพื่อหักจากลูกหนี้ในงบดุลเท่านั้นลูกหนี้สุทธิก็จะลดลงโดยปริยาย

ในอดีต การประมาณหนี้สูญ มักสอนกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ ลูกหนี้การค้า หรือ ลูกหนี้ระยะสั้น วิธีประมาณ

หนี้สูญที่ได้ยินกันบ่อยๆคือวิธีประมาณจากยอดขายหรือจากอายุหนี้ (อายุของหนี้ไม่ใช่ของลูกหนี้)

แต่ในปัจจุบัน หนี้สูญที่พบมากขึ้นคือ หนี้สูญที่เกิดจากเงินให้กู้ยืมระยะยาว ดังนั้น

องค์ความรู้ทางด้านบัญชีจึงต้องขยายให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับการประมาณหนี้สูญระยะยาว หรือที่รู้จักกัน

ในนามการด้อยค่าของเงินให้กู้ยืม (Impairment of Loans)

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการด้อยค่าของเงินให้กู้ยืม เห็นได้จากมาตรฐานการบัญชีของสหรัฐอเมริกา SFAS

No.114, Accounting by Creditors for Impairment of a Loan, (May 1993) และมาตรฐานระหว่างประเทศ

IAS 39, Financial Instruments: Recognition and Measurement, (1 January 2001) ที่นำมาเป็นต้นแบบ

ของร่างมาตรฐานการบัญชีเรื่องการรับรู้และวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงินที่ประเทศไทยมีอยู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของเงินให้กู้ยืม (หรือลูกหนี้ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน แล้วแต่จะเรียก)

ของมาตรฐานและร่างมาตรฐานการบัญชีทั้งสามฉบับนั้นเหมือนกันทุกประการ นั่นคือ

เมื่อไรที่มีหลักฐานว่าบริษัทจะไม่สามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ได้ตามจำนวนที่บันทึกในงบดุล

บริษัทต้องบันทึกลดลูกหนี้ลงและบันทึกการด้อยค่าของลูกหนี้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนหลักการ

ไม่ได้แตกต่างจากการรับรู้หนี้สูญที่เกิดจากลูกหนี้ทั่วไป

สิ่งที่แตกต่างคือ การนำมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) มาช่วยในการคำนวณหนี้สูญ เนื่องจากเงินให้กู้ยืมมี

ระยะยาว บริษัทจึงจำเป็นต้องประมาณเงินสดที่คาดว่าจะเก็บได้ในแต่ละงวด และนำมาคิดลดโดยใช้ อัตรา

ตามสัญญาเดิม (อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้ดั้งเดิม) นำมูลค่าปัจจุบันที่หาได้มาบวกรวมกัน แล้วจึงนำ

จำนวนรวมไปหักออกจาก ราคาตามบัญชี ของเงินให้กู้ยืมที่แสดงในงบดุล ผลต่างที่เกิดขึ้นคือการด้อยค่า

ของเงินให้กู้ยืม

การด้อยค่าของเงินให้กู้ยืมที่กล่าวมาข้างต้น เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา เพราะ NPL

ที่สถาบันการเงินนำมาปรับโครงสร้างหนี้นั้นคือ เงินให้กู้ยืมที่ด้อยค่า ข้อแตกต่างมีประการเดียวคือ ในการ

คำนวณมูลค่าลูกหนี้หลังการปรับโครงสร้าง (เพื่อหา ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้)

สถาบันการเงินไม่ต้องนั่งเทียนประมาณว่าจะเก็บเงินจากลูกหนี้ได้เท่าไรเพราะสัญญาปรับโครงสร้าง

หนี้ได้ระบุเงื่อนไขการชำระเงินไว้อย่างชัดเจนจนไม่ต้องเดา

ในประเทศไทย มาตรฐานการบัญชี เรื่อง การบัญชีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา ได้มีการประกาศ

ใช้ในปี 2542 มาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มิได้เจาะจงออกให้สถาบันการเงิน แต่ในขณะนั้น

สถาบันการเงินเป็นผู้ที่ต้องนำมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้มาใช้มากที่สุดเนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้เกิด

ขึ้นอย่างล้นหลาม

แต่ในขณะนั้น สถาบันการเงินยังใหม่ต่อการรับรู้ ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ แถมยิ่งไม่คุ้นกับ

การด้อยค่าของเงินให้กู้ยืม เพราะขณะนั้นสถาบันการเงินอยู่ในสภาพปริ่มน้ำ

การบังคับให้สถาบันการเงินรับรู้รายการขาดทุนตามหลักการที่ควรเป็น ใครไม่ใครก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

(ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ในขณะนั้นแต่ไม่ใช่ในขณะนี้)

อย่างไรก็ตาม หลักการก็คือหลักการ เพียงแต่หลักการตามมาตรฐานการบัญชีของ IASs ยังไม่เกิด

(กว่าจะเกิดก็เลยมาต้นปี 2544) ประเทศไทยซึ่งไม่ทราบว่า IASs จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้

จึงได้ออกมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 34 ตามวิธีที่คิดว่าดีที่สุดในขณะนั้น นั่นคือ การหา Present Value

ของลูกหนี้โดยใช้อัตรากู้ยืมในตลาด (อัตราที่ลูกหนี้สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ในปัจจุบัน)

ตอนนี้ผู้อ่านอาจสงสัยว่า การหา Present Value โดยใช้ อัตราตามสัญญาเดิม กับ อัตรากู้ยืมในตลาด

นั้นแตกต่างกันอย่างไร

แต่ก่อนที่จะทราบถึงความแตกต่างก็ต้องรู้จักหลักการคำนวณ Present Valueก่อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า เงินมีมูลค่าตามเวลา เพราะเบี้ยนั้นออกดอกได้ ดังนั้น เงิน 100 บาท ที่ได้รับวันนี้

(Present Value) ย่อมที่จะมีมูลค่าสูงกว่าเงิน 100 บาท ที่จะได้รับปีหน้า (Future Value)

เพราะเราสามารถนำเงิน 100 บาท ที่ได้วันนี้ไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ย สมมติว่าร้อยละ 10 (ฝันไปเถอะ)

เราก็จะมีเงิน 110 บาท ในปีหน้าแน่นอนที่เงิน 110บาทย่อมสูงกว่า 100บาท

ในทางกลับกัน ลูกหนี้ที่ต้องจ่ายเงินเรา 100 บาท วันนี้ ย่อมดีกว่าลูกหนี้ที่ต้องจ่ายเงินเรา 100 บาท ปีหน้า

เพราะถ้าถอยเวลากลับมา เงิน 100 บาทที่จะได้รับปีหน้า จะมีมูลค่าปัจจุบันน้อยกว่าเงิน 100 บาท ที่ได้รับวันนี้

(นึกถึงเวลาเราเอาเช็คลงวันที่ล่วงหน้าไปขายลด เราจะได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนในเช็ค เพราะเราโดน คิดลด

หรือ จ่ายดอกเบี้ยล่วงหน้า ให้กับการขายเช็ค) ดังนั้น ในสูตรการหา Present Value ตัวตั้งจะประกอบ Future

Value หรือจำนวนเงินที่เราจะได้รับในอนาคต ส่วนตัวหารจะประกอบด้วยอัตราคิดลด อัตราคิดลดยิ่งสูง

Present Valueจะยิ่งต่ำ

การคำนวณมูลค่าของลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ก็เช่นกัน บริษัทต้องดูว่าเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

ลูกหนี้จะจ่ายเงินให้บริษัทเท่าไร ก็ให้นำเงินที่ลูกหนี้สัญญาจะจ่าย (Future Value หรือ กระแสเงินสดในอนาคต)

เป็นตัวตั้งแล้วหารด้วยอัตราคิดลดเพื่อหามูลค่าของลูกหนี้หลังจากที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

ช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง อัตรากู้ยืมในตลาด จะมีอัตราต่ำกว่า อัตราตามสัญญาเดิม

(อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้ดังเดิม) อย่าลืมว่า ถ้าอัตราคิดลดต่ำ มูลค่าใหม่ของลูกหนี้ก็จะสูง

ผลขาดทุนจากการด้อยค่าที่ต้องนำมาปรับลดลูกหนี้และบันทึกเป็น ขาดทุน จะต่ำ

เมื่อทราบอย่างนี้แล้วก็คงพอจะเดาได้ว่า อัตรากู้ยืมในตลาด จะเป็นที่นิยมมากกว่า อัตราตามสัญญาเดิม

เพราะขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้จะมีจำนวนต่ำกว่า

ในเมื่อมาตรฐานฉบับที่ 34 อนุญาตให้ใช้ อัตรากู้ยืมในตลาด ในการคิดลดแล้ว ทำไมจึงต้องแก้ไขกันอีก

เหตุผลก็คือ อัตรากู้ยืมในตลาด ก็ยังไม่ต่ำถูกใจ ต้องใช้ อัตราต้นทุนทางการเงิน จึงจะดีกว่า เพราะ

อัตราต้นทุนทางการเงิน เทียบเท่ากับ อัตราเงินฝาก ที่สถาบันการเงินจ่ายให้ชาวบ้านอย่างเราๆ ส่วน

อัตรากู้ยืมในตลาดเทียบเท่ากับอัตราเงินกู้ที่เราจ่ายให้สถาบันการเงิน

ตอนนี้น่าจะต่ำถูกใจแต่ถ้ายังไม่ถูกใจอีก ก็อาจต้องเพิ่มทางเลือกให้อีกทางหนึ่งคือ ไม่ต้องมีการคิดลดเสียเลย

เรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก ก็อนุญาตให้บริษัทใช้มูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันมาคำนวณการด้อยค่าของลูกหนี้

โดยไม่ต้องคำนึงว่าบริษัทจะได้รับชำระหนี้จากการปรับโครงสร้างเป็นจำนวนเท่าไร

ผลก็คือ บริษัทจะมีวิธีปรับผลขาดทุนให้ต่ำลงอีกหนึ่งวิธี (ข้อกำหนดเดิม บังคับว่า

บริษัทจะใช้วิธีนี้ได้เฉพาะเมื่อบริษัทคาดว่าจะยึดทรัพย์จากลูกหนี้เท่านั้น) และถ้าจะให้ไม่มีที่ติ

ก็ต้องไม่บังคับให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลว่า วิธีที่เลือกใช้นั้นทำให้สินทรัพย์และกำไรสูงขึ้นจากวิธีอื่นอย่างไร

มิฉะนั้น นักลงทุนจะสามารถนำข้อมูลนั้นไปปรับปรุงงบการเงินก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นได้เดี๋ยวนักลงทุน

ก็รู้ข้อเท็จจริงหมด

สมใจกันทุกฝ่าย ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาว่า จะไม่มีการจัดอันดับมาตรฐานการบัญชีสำหรับประเทศต่างๆ

ไปช่วงหนึ่ง เพราะถ้ามีการจัดอันดับใหม่

มาตรฐานการบัญชีของไทยอาจได้ครองแชมป์แทนที่จะเป็นรองแชมป์อย่างทุกวันนี้

ที่มา :หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved