ผู้สอบบัญชี?
ผมขอตั้งหัวข้อในลักษณะคำถามไว้ให้คุณทดลองตอบดูตามที่คุณคิดและเข้าใจ ตอบดูว่า
ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่และบทบาทอย่างไรบ้าง
ก่อนจะอ่านต่อไปอยากให้แน่ใจว่าคุณได้ตอบคำถามเสร็จแล้ว
ผมจะขอรวบรวมคำตอบที่ผมมักจะได้รับทราบจากคำถามนี้ ลองดูว่าใกล้เคียงกับที่คุณคิด
ไว้บ้างหรือไม่
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชีคือบุคคลที่มีหน้าที่ตรวจบัญชี และเซ็นต์รับรองงบดุลของ
บริษัทตอนสิ้นปี
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชี คือคนที่มีความอิสระ เป็นกลางและมีความรู้ด้านการบัญชีเป็น
อย่างดี เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทห้างร้านต่างๆ เพื่อรับรองงบดุลของบริษัทห้างร้าน
ดังกล่าว
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชีคือผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบหาข้อผิดพลาดในการทำบัญชี และ
ตรวจหาทุจริตที่อาจจะมีขึ้นในกิจการ
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชีคือผู้ที่ให้ความเห็นรับรองต่องบการเงินของบริษัท ว่างบการเงิน
ที่บริษัทจัดทำขึ้นนั้นมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชีคือผู้ที่บริษัทเลือก และพิจารณาแล้วว่าเป็นผู้มีความเหมาะสม
และชำนาญการด้านการบัญชี ให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารทางบัญชี รายการทาง
ธุรกิจและรับรองงบการเงินนั้นปีละครั้ง
บางคนตอบผมว่า ผู้สอบบัญชีคือผู้ที่ผ่านการคัดเลือกของสมาคมผู้สอบบัญชี และได้รับ
ใบอนุญาต มีหมายเลขผู้สอบบัญชี และสามารถรับลงลายมือชื่อรับรองงบบริษัทได้ ได้รับเงิน
ค่าจ้างจากการลงนามแต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่าทำอะไรบ้าง
ยังมีอีกมากมายหลากหลายคำตอบครับ คุณอาจจะช่วยตอบผมมาเพิ่มเติมจากที่ผมได้
ยกตัวอย่างคำตอบมาแล้วก็ได้ครับ
ทีนี้ผมจะไม่เฉลยหรอกครับ เพราะจะว่าไปคำตอบที่แน่นอนตายตัวก็คงไม่มี แต่จะขอเล่าให้
ทราบถึงที่มาที่ไป ขอบเขตการทำงาน หน้าที่และความรับผิดชอบโดยสังเขป รวมทั้งข้อสังเกต
เพิ่มเติมในตอนท้ายเกี่ยวกับตัวอย่างคำตอบ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ว่ามีประเด็นใดที่คิดว่าน่า
จะขยายความและทำความเข้าใจเพิ่มเติมบ้าง
แรกเริ่มเดิมทีนั้นเมื่อมีการก่อตั้งกิจการขึ้นเพื่อประกอบธุรกิจ บรรดาผู้ร่วมหุ้นกันนั้นบางครั้ง
ก็อาจจะไม่ได้เข้ามาบริหารงานกันทุกคน อีกทั้งมีความต้องการทราบผลการดำเนินงานของ
ธุรกิจที่ตนลงทุนไปนั้นว่าได้ผลดีหรือไม่อย่างไร บางครั้งมีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมอยากให้มีการ
ตรวจสอบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบมาพากล หรือเรียกง่ายๆ ว่า ทุจริตเกิดขึ้นบ้างหรือไม่
การใช้ทรัพยากรของบริษัทเป็นไปอย่างเหมาะสมหรือไม่ แต่การจะให้มีคนมาประเมิน
ผลดังกล่าวได้ ก็จะต้องมีผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะในการตรวจสอบเอกสาร ความถูกต้อง
และมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจพอสมควร ประกอบกับความเชื่อถือได้ของบุคคลคนนี้ด้วย
ด้วยความจำเป็นดังกล่าวส่งผลให้มีการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ และระเบียบทางกฎหมายขึ้น
โดยปรากฏว่าได้มีการกำหนดในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ว่ากิจการต้องจัด
ให้มีผู้สอบบัญชีขึ้น เพื่อตรวจสอบบัญชี และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติ
(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1197)
ในกฎหมายลูกก็ยังได้กำหนดกฎระเบียบ เพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพขึ้น โดยมีคณะ
กรรมการทำหน้าที่กำกับดูแล และคัดเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ผู้สอบบัญชีขึ้น มีการร่าง
ระเบียบมาควบคุม อีกทั้งในบรรดาผู้ชำนาญการ เรื่องการตรวจสอบบัญชีนั้นก็มีการรวมตัว
และออกมาตรฐานวิชาชีพขึ้นมาเพื่อให้มีมาตรฐานที่ดี และปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เหมือนกับ
ที่หมอมีแพทย์สภา หรือนักกฎหมายมีสภาทนายความ โดยหน่วยงานควบคุมผู้สอบ
บัญชีตามกฎหมายได้แก่ คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี เรียกย่อๆ ว่า
ก.บช.เป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับกระทรวงพาณิชย์
ส่วนที่เกิดจากการรวมตัวของวิชาชีพเอง และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานของวิชาชีพ
จะเป็นสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย
คนที่เรียนจบการบัญชีมา และอยากทำงานด้านสอบบัญชี ก็จะต้องไปขึ้นทะเบียนกับ ก.บช.
และฝึกงานสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ระหว่างการฝึกงานก็จะต้องรายงานการฝึกงาน
ทุกปี เขาจะมีกำหนดจำนวนชั่วโมงการฝึกงานไว้แน่นอน และหากยังไม่ขึ้นทะเบียนแต่ฝึกงาน
ไปก่อนแล้ว จะนำมารวมชั่วโมงด้วยไม่ได้ พูดง่ายๆ คือต้องขึ้นทะเบียนก่อน และรายงานการ
ฝึกงานทุกๆ ปีต่อ ก.บช.นั่นเอง
สมัยก่อนในยุคแรกที่เริ่มมีกฎหมายเกี่ยวกับผู้สอบบัญชีขึ้นมานั้น เท่าที่ผมทราบก็คือจะมีบท
เฉพาะกาลในช่วงเปลี่ยนกฎเกณฑ์ โดยให้คนที่ปฏิบัติงานสอบบัญชีอยู่ไปขึ้นทะเบียนเป็น
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนด แต่ไม่ต้องสอบ และหลังจากนั้น
ก็เริ่มมีระบบการสอบคัดเลือกดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน แต่รายละเอียด ข้อกำหนด และเงื่อนไข
มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยและนโยบาย
เราทราบที่มาเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ผ่านกระบวนการที่ว่ามาข้างต้นแล้ว
เขาทำอะไรกันบ้างก่อนที่จะลงนามให้ความเห็นต่องบการเงินของบริษัทตามที่เราเคยเห็นกัน
ตามที่ได้เล่าแล้วว่าสมาคมนักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย จะมีการออก
แถลงการณ์มาตรฐานการสอบบัญชี เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติงาน เป็นเหมือนไม้บรรทัด
ที่ผู้สอบบัญชีใช้วัดนั่นเอง ปัจจุบันมีออกมาแล้ว ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึง ฉบับที่ 45 และระหว่าง
นี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงการจัดหมวดหมู่ขึ้นใหม่ และยกเลิกฉบับที่ได้ออกมาแล้ว
บางฉบับตามสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งบางฉบับอาจไม่ครอบคลุมประเด็นปัญหาใหม่ๆ
หากสนใจรายละเอียด และเนื้อหาก็น่าจะหาอ่านได้จากห้องสมุด หรือซื้อหาได้จาก
สมาคมนักบัญชีฯครับ
ความรับผิดชอบของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตนั้น ความจริงแล้วก็มิได้กำหนดไว้อย่าง
ครอบจักรวาล แต่ได้กำหนดไว้อย่างค่อนข้างจำเพาะเจาะจง ว่ารับผิดชอบในการแสดงความ
เห็นของตนว่างบการเงินถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ และรับผิดชอบในการแสดง
ความเห็นจากผลการตรวจสอบซึ่งตนได้ทำไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป
ผมคิดว่ารายละเอียดส่วนนี้อาจต้องไปว่ากันเป็นตอนหนึ่งต่างหากเรื่อง รายงานของผู้สอบ
บัญชีรับอนุญาตในโอกาสต่อไปครับ
กลับมาที่ตัวอย่างคำตอบที่ผมยกมาให้อ่านกันนั้น จะเห็นได้ว่าคำตอบที่ได้นั้น ผมว่าถ้าไม่จับ
เอามาเป็นคำๆ ว่าถูกหรือผิดแล้ว ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็ตอบได้ตรงประเด็น และเข้าเป้าเข้า
ประเด็นพอสมควร คือมีส่วนถูกอยู่แทบทุกคำตอบ แต่อาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
ไปบ้างในรายละเอียด ซึ่งผมอยากจะเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตในตอนท้ายนี้
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องผู้สอบบัญชีกระจ่างชัดมากขึ้นดังน
๑. ผมคิดว่าหลายๆ คนเข้าใจผิดว่าผู้สอบบัญชีนั้นแต่งตั้ง หรือว่าจ้างโดยกรรมการบริหาร
ของบริษัท แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่แต่งตั้ง หรือว่าจ้างนั้นคือผู้ถือหุ้นของบริษัทครับ ดูง่ายๆ
ในรายงานการประชุมสามัญประจำปีของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในวาระท้ายๆ ต่อจากวาระที่ผู้ถือหุ้น
ให้การรับรอง และอนุมัติงบการเงินของบริษัทแล้ว จะมีวาระที่ผู้ถือหุ้นเห็นชอบ
ให้แต่งตั้งใครเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทอยู่ด้วยเสมอ
๒. การสอบบัญชีนั้นมีพัฒนาการมาค่อนข้างยาวนานพอสมควร
แนวการตรวจสอบในปัจจุบันจะไม่มุ่งประเด็นไปที่การตรวจสอบ เพื่อหาการทุจริตเป็นหลัก
แต่จะมุ่งที่การมองงบการเงินเป็นภาพรวมว่า มีสิ่งที่มีสาระสำคัญที่มิได้แสดงไว้ในงบการเงิน
หรือได้แสดงไว้แต่แสดงไว้ไม่ครบถ้วน และถูกต้อง จนอาจเป็นเหตุให้ผู้อ่านงบการเงิน
เข้าใจผิดพลาด หรือนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือไม่ ดังนั้นหากผู้สอบบัญชีแสดง
ความเห็นไว้ในรายงานของผู้สอบบัญชีว่า "งบการเงินดังกล่าวถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ"
แล้วก็ไม่น่าจะมีคำถามว่าทำไมผู้สอบบัญชีถึงไม่ได้แจ้งแก่ผู้อ่านงบว่า "พนักงานเก็บเงิน
ของบริษัทยักยอกเงินไปในงวดที่ผ่านมาจำนวนเงิน๒๐,๐๐๐บาทเป็นต้น
๓. ตามปกติแล้วการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการสอบบัญชี
จะทำให้ผู้สอบบัญชีตรวจพบรายการที่อาจจำเป็นต้องปรับปรุง หรือพบข้อผิดพลาดที่สำคัญๆ
ขึ้นได้ พูดง่ายๆ คือจะตรวจพบข้อผิดพลาดที่มีจำนวนเงินสูงๆ ดังนั้น ผู้สอบบัญชีอาจตรวจ
ไม่พบรายการข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีผลต่องบการเงินอย่างมีสาระสำคัญ อย่างไรก็
ตาม การปฏิบัติงานตรวจสอบสำหรับกิจการขนาดกลางถึงใหญ่จะมีการตรวจสอบในลักษณะ
ที่เรียกว่า การตรวจสอบระบบ (INTERIM AUDIT) ซึ่งไม่ได้ใช้จำนวนเงินเป็นเกณฑ์แต่จะ
ใช้หลักการทางสถิติ เช่น การเลือกตัวอย่างรายการ เพื่อตรวจสอบแบบเชิงสุ่ม ก็อาจจะทำให้
้พบรายการข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่มักจะใช้การเขียนจดหมายแจ้งฝ่ายบริหารให้ทราบ
ถึงรายการเหล่านี้ และผลกระทบจากรายการดังกล่าว แทนการปรับปรุงรายการ หรือเขียนไว้ใน
รายงานของผู้สอบบัญชี
๔. เกี่ยวกับการตรวจสอบห้างร้านนั้น ปัจจุบันจะมีหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำหนดให้ห้างหุ้นส่วน
จำกัด ไม่ต้องจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอีกต่อไป แต่จะมีผู้ตรวจ
สอบภาษีอากร (TAX AUDITOR)แทนส่วนบริษัทนั้นยังคงเหมือนเดิมทุกประการ
๕. เนื่องจากข้อเขียนนี้มีขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น
และกล่าวแบบกว้างพอสมควรเพื่อให้คุณได้เห็นภาพชัดเจน
ท้ายนี้ผมจึงอยากรวบรวมแหล่งข้อมูลที่คุณจะสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ดังน
- หนังสือการสอบบัญชีที่นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยเขาใช้เรียนกัน ผมว่าเนื้อหาสาระค่อน
ข้างชัดเจนและครบถ้วน มีรายละเอียดให้พอสมควร
- อยากให้ลองเข้าไปดูที่เว็บไซท์ของกระทรวงพาณิชย์ www.moc.go.th หัวข้อเกี่ยวกับ
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ในนั้นมีข้อสอบเก่าที่ใช้สอบคัดเลือกเป็นผู้สอบบัญชีอยู่ด้วยครับ
- เว็บไซท์ของสมาคมนักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย
www.icaat.or.th ครับ เขามีโปรแกรม การจัดสัมมนาหัวข้อที่เกี่ยวกับทางบัญชี อยากให้เขา
จัดหัวข้อเรื่องอะไรก็เขียนอีเมล์ไปบอกเขาได้ครับ
- พยายามอ่านรายงานของผู้สอบบัญชี และงบการเงินของบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในเว็บไซท์ www.set.or.th ในหัวข้อ market information
เลือก news by date หรือ news by company ก็ได้ครับแต่ต้องเลือกที่เป็นช่วงที่บริษัท
จดทะเบียนเขาเริ่มนำส่งงบการเงินแก่ตลาดหลักทรัพย์ ในแต่ละไตรมาส คือ หลังจากวันสิ้นสุด
ไตรมาสประมาณ 45 วัน และหลังจากสิ้นปีประมาณ 60 วัน
- ถ้าคุณเป็นฝ่ายบริหารของบริษัท อยากให้คุณลองอ่านข้อเสนอการให้บริการตรวจสอบ
บัญชีดู ลองอ่านอย่างตั้งใจ และพยายามทำความเข้าใจดูสิครับ แล้วพูดคุยกับผู้สอบบัญชี
ให้เขาอธิบายให้คุณทราบในส่วนต่างๆ ในข้อเสนอนั้น
ขอให้สนุกกับการค้นคว้า และทำความเข้าใจเพิ่มเติมดูนะครับ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์
์ในการติดต่อกับผู้สอบบัญชีและการทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีในโอกาสต่อไปครับ
ที่มา.....วิโรจน์ .เฉลิมวัฒนา

|